เมนูเส้นประจำชาติ ที่ชาวญี่ปุ่นกินกันเป็นประจำเพราะมีราคาย่อมเยา-หากินได้แทบทุกหัวมุมถนน จนต่อเนื่องสู่ Soft Power ด้านอาหารที่ดังไปทั่วโลก คือ ราเมง แต่หลายปีนี้ ธุรกิจร้านราเมง กลับกลายเป็นธุรกิจที่ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อความอยู่รอด ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้นและกำลังชี้ให้เห็นถึง แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ โดยข้อมูลจาก Teikoku Databank บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลสินเชื่อในการทำธุรกิจในญี่ปุ่นระบุว่า ในปี 2025 จำนวนร้านราเมงในประเทศที่ล้มละลายอยู่ที่ 59 ร้าน

นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่จำนวนร้านราเมงที่ล้มละลาย ด้วยมูลหนี้ที่สูงเกิน 10 ล้านเยน (ประมาณ 2 ล้านบาท) ลดลง หลังจากเพิ่มขึ้นมาตลอดจาก 17 ร้านในปี 2021 เป็น 33 ร้านในปี 2022 จากนั้นก็เพิ่มอีกเป็น 53 ร้านและ 79 ร้าน ในปี 2023 และ 2024 ตามลำดับ
ตีกรอบเฉพาะเมื่อปี 2024 สถานการณ์ธุรกิจร้านราเมงในญี่ปุ่นถือว่าวิกฤตอย่างมาก ซึ่งเกิดจากปัจจัยลบมากมาย ทัังราคาวัตถุดิบน้ำเข้าและค่าพลังงงานที่พุ่งสูงขึ้นถึง 41% จากปี 2020 ส่วนราคาข้าวในประเทศก็แพงขึ้นเพราะเก็บเกี่ยวได้น้อยลง และเงินเยนก็อ่อนค่ามากสุดในรอบ 34 ปี
ในขณะที่พฤติกรรมการบริโภคของชาวญี่ปุ่นยังคงยึดติดกับภาพลักษณ์ว่าราเมงควรเป็นอาหารราคาถูก ทำให้การปรับราคาขายที่เป็นเรื่องจำเป็นกลับทำได้ยาก เช่น ร้านราเมงดังดีกรีแชมป์ระดับประเทศแห่งหนึ่งในกกรุงโตเกียวที่ต้องปรับขึ้นราคาถึง 3 ครั้ง จนลูกค้าลดลงและนำไปสู่สภาวะขาดทุนสะสม โดยนี่เป็นการสะท้อนถึงปัญหาอาหารราคาแพง และไปฉุดคะแนนนิยมของรัฐบาลในขณะนั้น
ส่งผลให้ในปี 2025 ร้านราเมงในญี่ปุนต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่ เช่นการลดส่วนผสมบางอย่าง มีการขายราเมงแห้งเพื่อลดการใช้นำซุปและเชื้อเพลิงกันมากขึ้น ต่อเนื่องไปจนถึงเปิดรับการจ่ายเงินแบบไร้เงินสด (Cashless) ผ่านสมาร์ทโฟนมากขึ้น และหันมาใช้ครัวกลางเพื่อลดค่าแรงและจำนวนพนักงาน
พร้อมกันนี้ยังมีการเปลี่ยนจากการเน้นขายปริมาณมาก มาเป็นการทำราเมงระดับพรีเมียมและการกล้าปรับขึ้นราคา ซึ่งปัจจุบันลูกค้าเริ่มเข้าใจและยอมรับการจ่ายเงินแพงขึ้นเพื่อให้ร้านโปรดอยู่รอดได้
จนที่สุดสะท้อนออกมาผ่านจำนวนร้านล้มละลาย และต้องปิดกิจการไปซึ่งลดลงมากสุดในรอบหลายปีนั่นเอง แม้จำนวน 59 ร้านที่ล้มละลายนี้ยังถือว่ามากเป็นอันดับ 2 ในรอบ 15 ปี และอาจมีร้านเล็กๆอีกมากที่ไม่ได้ยื่นล้มละลายตามกฏหมายก็ตาม
ส่วนในปี 2026 Teikoku Databank สถานการณ์อาจดีขึ้นอีกจากการเข้ามาควบรวมกิจการของกลุ่มทุนใหญ่และแฟรนไชส์ รวมไปถึงการร้านเล็กหรือร้านที่อยู่มานาน ย้ายไปอยู่ในเครือร้านใหญ่กว่า เพราะพ่อแม่ที่เป็นผู้ก่อตั้งร้านวางมือและทายาทไม่สานต่อ
จากทั้งหมดจึงกล่าวได้ว่า แม้ธุรกิจร้านราเมงญี่ปุ่นจะผ่านพ้นจุดที่เลวร้ายที่สุดมาแล้วได้ด้วยการปรับตัวครั้งใหญ่ แต่หัวใจสำคัญของความอยู่รอดในอนาคตคือการรักษาสมดุลระหว่างความเป็นอาหารมหาชนที่เข้าถึงง่าย ราคาย่อมเยาช กับ การบริหารต้นทุนที่สะท้อนความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ

ดังนั้นหากสามารถรักษาสมดุลนี้ไว้ได้ ราเมงจะยังคงเป็นเสาหลักทางวัฒนธรรมการกินที่แข็งแกร่ง และพร้อมที่จะเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืนในฐานะ Soft Power สำคัญของญี่ปุ่นที่คนทั่วโลกหลงรักได้ต่อไป / japantoday
