หากลองสังเกตไปตามหัวมุมถนนในวันนี้ นอกจากร้าน 7-11 ที่เราคุ้นเคยแล้ว อีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและเปิดตัวกันแทบจะทุกพื้นที่ก็คือ ร้านสะดวกซัก นับเป็นตลาดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีผู้เล่นหลายรายกำลังพยายามช่วงชิงความเป็นผู้นำ
ล่าสุด WashXpress หนึ่งในผู้เล่นเบอร์ต้นๆ ได้ประกาศชูกลยุทธ์สำคัญเพื่อกำหนดอนาคตของแบรนด์ “ร้านซักผ้าที่มีมาตรฐานระดับโอลิมปิกส์”
คำว่ามาตรฐานโอลิมปิกในที่นี้ หมายถึงมาตรฐานที่ทุกเจ้าในตลาดเห็นแล้วต้องทำตามเพื่อให้แข่งขันได้
ธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเปรียบเทียบกับร้านค้าปลีกว่า
“ในอดีตเรามีร้านโชว์ห่วยจำนวนมาก แต่ละร้านมีมาตรฐานไม่เหมือนกัน บางวันเปิด บางวันปิด ของมีบ้างไม่มีบ้าง
จนกระทั่ง 7-11 เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้เหมือนกันทุกสาขา ทั้งการติดแอร์ มีสินค้าครบ และพนักงานที่ถูกฝึกมาอย่างดี
สิ่งนี้ทำให้ผู้บริโภคเริ่มชินกับความสะดวกสบายและคาดหวังจะได้รับมาตรฐานนี้จากร้านค้าอื่นๆ ด้วย จนสุดท้ายร้านโชว์ห่วยที่ไม่ยอมปรับตัวก็ต้องค่อยๆ หายไปจากตลาด”
วันนี้ WashXpress จึงต้องการทำหน้าที่จะสร้างมาตรฐานนั้นในวงการสะดวกซัก โดยมุ่งเน้นไปที่หลักการสำคัญ 7 ประการ ได้แก่
- ความสะอาด – นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของการซักผ้า ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าที่ซักแล้วต้องสะอาด แต่บรรยากาศภายในร้านต้องสะอาดตา และมีระบบล้างถังซักก่อนเริ่มงานทุกครั้งเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งาน
- การบริการ – เพราะเข้าใจว่าลูกค้าไม่อยากนั่งรอนานๆ จึงมีบริการซัก อบ รีด และพับผ้าให้เรียบร้อย พร้อมระบบแจ้งเตือนสถานะผ่านแอปพลิเคชัน
- บรรยากาศ – ทุกสาขาต้องมีความสะดวก มีที่จอดรถเพียงพอ และเริ่มมีการทยอยติดตั้งเครื่องปรับอากาศในสาขาต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถนั่งรอในร้านได้
- การช่วยเหลือ – เมื่อลูกค้าเจอปัญหา ต้องมีคนคอยแก้ไขให้ทันที จึงจัดตั้งระบบ Call Center ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
- ระบบออนไลน์ – นำเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนของการใช้งาน
- ความปลอดภัย – ลูกค้าต้องรู้สึกอุ่นใจเมื่อมาใช้บริการทุกช่วงเวลา ร้านจึงติดตั้งกล้อง CCTV และใช้ไฟ Daylight เพื่อให้ร้านสว่างทั่วถึงและดูปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา
- ความสม่ำเสมอ – นี่คือสิ่งที่ยากที่สุด WashXpress เชื่อว่าใครก็ทำ 6 ข้อแรกได้ แต่การรักษาคุณภาพให้เท่ากันทุกวัน ทุกสาขา คือจุดชี้ขาดที่บริษัทให้ความสำคัญมากที่สุด
สิ่งที่ทำให้ WashXpress มั่นใจในกลยุทธ์นี้ คือรูปแบบการบริหารงานที่เน้นการขยายสาขาด้วยตัวเองมาตลอดในช่วง 3 ปีหลัง จนปัจจุบันจากทั้งหมด 592 สาขา มีสาขาที่บริษัทบริหารเองสูงถึง 85% ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ตามที่ตั้งเป้าไว้
และด้วยความพร้อมทั้งด้านระบบการจัดการและเงินทุนที่ได้รับจากการระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา บริษัทจึงตั้งเป้าหมายใหญ่ในปี 2569 คือการขยายเพิ่มอีก 100 สาขา โดยจะเน้นรุกเข้าสู่พื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้เป็นครั้งแรก พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิมไว้ที่ 10% (SSSG) จากทั้งกลุ่มลูกค้าเก่าที่ภักดีและลูกค้าใหม่ที่มองหามาตรฐานที่เหนือกว่า
เป็นเรื่องที่น่าติดตามว่า กลยุทธ์ของ WashXpress ในครั้งนี้ จะสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าและยกระดับอุตสาหกรรมร้านสะดวกซักในประเทศไทยได้จริงหรือไม่
