ท่ามกลางวิกฤตโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยยิ่งยวด (Super Aging Society) ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงานขั้นรุนแรงสุด แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้แรงงานต่างชาติ โดยมีชาวเวียดนามคว้าโอกาสดังกล่าวได้มากสุด 

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น (ณ ตุลาคม 2025) เวียดนามเป็นแรงงานต่างชาติที่มีจำนวนมากสุดของประเทศ โดยอยู่ที่ 606,000 คน คิดเป็นเกือบ 24 ของแรงงานต่างชาติทั้งหมด ตามด้วย จีน ในอันดับ 2 ด้วยจำนวน 432,000 คน และ ฟิลิปปินส์ ในอันดับ 3 ด้วยจำนวน 261,000 คน 

ขณะที่ เนปาล กับอินโดนีเซีย อยู่ในอันดับ 4 และ 5 ด้วยจำนวน 236,000 คน และ 228,000 คน ตามลำดับ 

ทางการญี่ปุ่นยังระบุด้วยว่าในปี 2025  จำนวนแรงงานต่างชาติในประเทศพุ่งสูงทะลุ 2.57 ล้านคน โดยนอกจากเพิ่มขึ้น 11.7% จากปี 2024 แล้วยังเป็นการทำลายสถิติเดิมติดต่อกันเป็นปีที่ 13 อีกด้วย จึงเป็นการสะท้อนว่าญี่ปุ่นในวันนี้ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้เพียงลำพัง โดยปราศจากแรงงานต่างชาติอีกต่อไปแล้ว 

ขณะที่บรรดาบริษัทเล็กๆ ที่กระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่น ชาวต่างชาติก็มีสัดส่วนสูงถึง 63% ของแรงงานทั้งหมด  

ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดคือการผงาดขึ้นมาของแรงงานชาวเวียดนามในฐานะกลุ่มแรงงานต่างชาติที่มีจำนวนมากที่สุดในญี่ปุ่น โดยสาเหตุที่แรงงานเวียดนามหลั่งไหลเข้าสู่ญี่ปุ่น จนแซงจีน ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ตั้งแต่ปี 2023 นั้นมาจากหลายปัจจัย 

ทั้งความร่วมมือในระดับรัฐบาลผ่านโครงการฝึกงานด้านเทคนิค (Technical Intern Training Program) และความนิยมในวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่หยั่งรากลึกในกลุ่มคนรุ่นใหม่ชาวเวียดนาม

นอกจากนี้ แรงจูงใจด้านค่าแรงที่สูงกว่าในบ้านเกิดหลายเท่าตัว ยังผลักดันให้ชาวเวียดนามกลายเป็น “ฟันเฟืองหลัก” ในภาคการผลิตและงานบริการระดับพื้นฐานทั่วประเทศญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางข้อมูลเชิงลึกที่ว่า ชาวเวียดนามไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงในโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่เริ่มขยายบทบาทเข้าสู่ ภาคการแพทย์และสวัสดิการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตสูงสุดถึง 25.6% โดยทำหน้าที่สำคัญเป็นผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุในสถานพักฟื้นต่างๆ 

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาแรงงานต่างชาติที่เพิ่มขึ้นนี้นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ในเชิงสังคม การเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ประเด็นเรื่อง การผสมผสานทางสังคม และ การปรับปรุงกฎระเบียบการรับแรงงาน ได้กลายเป็นวาระสำคัญที่มีการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อน 

พร้อมตัวเลขน่ากังวลว่า ชาวเวียดนามคือแรงงานต่างชาติที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตระหว่างทำงานในญี่ปุ่นมากสุดเมื่อปี 2025 นำมาสู่การเริ่มตั้งคำถามถึงวิธีการดูแลสวัสดิการ คุณภาพชีวิต และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่การใช้แรงงานราคาถูกแล้วส่งกลับประเทศ ดังเห็นได้จากการเติบโตของวีซ่าแรงงานทักษะเฉพาะทาง (Specified Skilled Worker) ที่พุ่งขึ้นกว่า 38%

ความพยายามของรัฐบาลในการดึงดูดแรงงานที่มีฝีมือให้อยู่ช่วยเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้นานขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นเริ่มมองแรงงานต่างชาติในฐานะ ผู้อยู่อาศัยมากกว่าเพียงแค่ คนมาทำงานชั่วคราว 

แต่ก็ยังต้องจับตาดูว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะบริหารจัดการอย่างไร เพราะแม้ ซานาเอะ ซากาอิชิ นายกรัฐมนตรีหญิง มีนโยบายเข้มงวดกับชาวต่างชาติ ถึงขนาดตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาใหม่เพื่อดูแลจะชนะการเลือกตั้ง ก็ต้องดำเนินนโยบายกับชาวต่างชาติที่เป็นแรงงานและสำคัญต่อเศรษฐกิจให้รอบคอบ

จากทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า จำนวนแรงงานต่างชาติที่พุ่งสูงทำลายสถิติอย่างต่อเนื่อง โดยมีชาวเวียดนามเป็นกำลังหลัก คือหนึ่งในทางรอดของญี่ปุ่นในยุคที่ประชากรหดตัว แต่ความท้าทายที่แท้จริงหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงการดึงดูดแรงงงานต่างชาตินำให้ได้ตามเป้าหมาย

หากแต่คือการที่ญี่ปุ่นจะปรับเปลี่ยนทัศนคติและข้อกฎหมายอย่างไร เพื่อให้แรงงานเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างยั่งยืน ซึ่งถ้าทำสำเร็จ แรงงานเหล่านี้จะเป็นพลังใหม่ที่ช่วยต่อลมหายใจให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตต่อไปได้และอยู่ในสังคมได้อย่างกลมกลืน 

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันเวียดนาม มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมากหากเทียบกับอดีต ยืนยันได้จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากสุดของประเทศแถบอาเซียนต่อเนื่องมาหลายปี 

แต่อีกด้านหนึ่งเวียดนาม ก็ยังเเป็นหนึ่งในประเทศที่มีคนไปทำงานในต่างแดนมากสุดในโลก สะท้อนออกมาผ่านชาวเวียดนาม 15 ล้านคนที่ไปทำงานต่างประเทศ และส่งเงินเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 633,000 ล้านบาท) กลับสู่บ้านเกิด คิดเป็นราว 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยมีญี่ปุ่นคือที่หมายอันดับต้นๆ ที่ชาวเวียดนามเดินทางไปทำงาน 

นี่จึงทำให้ในที่สุดชาวเวียดนามขึ้นมาเป็นแรงงานต่างชาติที่มีจำนวนมากสุดของญี่ปุ่นตามที่ได้กล่าวไปแล้วด้านบนนั่นเอง / japantoday, กระทรวงแรงงานญี่ปุ่น