ในโลกที่นวัตกรรมสุขภาพก้าวล้ำไปไกล แต่ เจสัน วูด ชายชาวอเมริกันวัย 40 ปี กลับต้องมาเจอจุดแตกหักที่เริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ อย่างขนมปังพิต้าเพียงแผ่นเดียวที่เสิร์ฟมาผิดเมนูในร้านอาหารที่เขาจองไว้อย่างพิถีพิถัน

เขาเล่าว่า “ในวินาทีนั้น ผมสติหลุดทันที แล้วร้องไห้จนตัวสั่น และรู้สึกเหมือนถูกบดขยี้ด้วยความกดดันที่ตัวเองสร้างขึ้นมา”

นั่นคือจุดต่ำสุดของเจสัน ชายผู้เคยหมกมุ่นกับการควบคุมทุกอย่างในชีวิตเพื่อเป้าหมายเดียวคือ การมีอายุยืนยาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จนในที่สุดต้องเข้ารับการบำบัด ซึ่งบ่งบอกถึงความเครียดจากการมุ่งที่จะมีอายุยืนมากเกินไป (Longevity Fixation Syndrome หรือ LFS)

ก่อนที่จะเข้ารับการบำบัด ชีวิตของเจสัน วูด เหมือนอยู่ในกรงขังที่เขาสร้างขึ้นเองเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ทางสุขภาพที่สมบูรณ์แบบ เริ่มจากการคุมอาหารแบบนับแคลอรีทุกเม็ด ออกกำลังกายวันละ 2 ครั้ง ตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ และตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อเริ่มกิจวัตรที่ห้ามผิดเพี้ยนแม้แต่นาทีเดียว

ต่อด้วยการตรวจสอบทุกอย่างตั้งแต่อัตราการเต้นของหัวใจ ความดัน ไขมันในร่างกาย ไปจนถึงระดับน้ำตาลในเลือดซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน ผ่านตัวเลขบนหน้าจอสมาร์ตวอตช์

รวมไปถึงการยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้กับคลินิกสุขภาพเดือนละ 2-3 ครั้ง เพื่อฉีดวิตามินเข้าเส้นเลือด (IV Drips) และดมออกซิเจนผ่านท่อจมูก ซึ่งเมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว สูงถึง 10,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 312,000 บาท) ต่อเดือนเลยทีเดียว

ความคลั่งไคล้การมีอายุยืนไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยมันได้กลายเป็นเทรนด์ใหญ่หลังจากเหล่านักแสดงระดับโลกหันมาพึ่งพาวิธีการล้ำสมัยเพื่อรักษาสุขภาพและรูปลักษณ์ให้ดูดีกว่าวัยอยู่เสมอ

ออร์แลนโด บลูม นักแสดงหนุ่มผู้เคยทดลองวิธีสุดล้ำอย่างการกรองไมโครพลาสติกออกจากเลือด เพื่อทำความสะอาดร่างกายจากภายใน ขณะที่ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน นักแสดงหญิงที่โด่งดังมาจากซีรีส์ Friends ก็ฉีดเปปไทด์อยู่เป็นประจำเพื่อช่วยในการฟื้นฟูผิวพรรณให้ดูอ่อนเยาว์

นอกจากนี้ยังมีอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพและนักชีววิทยาที่คอยออกมาประกาศถึงประโยชน์ของการปรับเปลี่ยนชีววิทยาในร่างกาย (Tweaking Biology) ตั้งแต่การทำสมาธิไปจนถึงการแช่น้ำแข็ง (Cold Plunges) ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้คนทั่วไปเกิดความอยากรู้อยากลองตามไปด้วย

แม้จะเป็นภัยคุกคามต่อการใช้ชีวิต แต่ LFS ก็ได้กลายมาเป็นขุมทองของธุรกิจชะลอวัยและคนรักสุขภาพไปแล้ว โดยมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดทั่วโลกจะยิ่งเพิ่มขึ้น จาก 63,600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.98 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2023 เพิ่มเป็น 247,900 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.74 ล้านล้านบาท) เมื่อถึงปี 2030

สิ่งนี้ยังสะท้อนผ่านข้อมูลที่ว่าแม้เทคโนโลยีจะล้ำสมัยเพียงใด แต่คนรุ่นที่เกิดหลังปี 1939 เป็นต้นมา แทบไม่มีโอกาสที่อายุเฉลี่ยจะแตะ 100 ปีได้เลย ไม่ว่าคุณจะ “แฮ็ก” พฤติกรรมตัวเองหนักแค่ไหน ใช้เทคโนโลยีปรับเปลี่ยนร่างกายอย่างไร หรือมีอุปกรณ์ตรวจจับร่างกายมากเพียงใดก็ตาม

ดร.ซาร่า บอส จิตแพทย์ผู้บำบัดอาการ LFS ให้ทัศนะว่า การบำบัดที่ได้ผลที่สุดคือการฝึกให้คนไข้กลับมาเชื่อมต่อกับระบบประสาทและสัญชาตญาณของตัวเอง มากกว่าการดูแต่ตัวเลขในสมาร์ตวอตช์ หรือการใช้เครื่องบำบัดออกซิเจนทุกวันตามเทรนด์

กลับมาที่ เจสัน วูด ปัจจุบันเขาเลิกใช้แอปพลิเคชันติดตามผลแล้ว และหันมายอมรับความเป็นมนุษย์ที่ต้องมีวันร่วงโรย เพราะตระหนักแล้วว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และการเยียวยาที่ดีที่สุดคือการยอมรับว่าเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเลข แต่มีชีวิตอยู่เพื่อใช้ชีวิตจริงๆ อย่างมีความสุข / theguardian