ศึกการประมูลซื้อกิจการ Warner ที่ Netflix กับ Paramount ต่างขับเคี่ยวกันมานานจนเหตุการณ์ยืดเยื้อมานานหลายเดือน อาจได้ผู้ชนะแบบหักมุม 

Paramount ภายใต้การนำของ เดวิด เอลลิสัน กำลังจะได้ Warner ไปอยู่ใต้ชายคา หลัง Netflix ตัดสินใจถอนตัวจากการประมูลอย่างกะทันหัน 

เหตุการณ์พลิกผันเริ่มต้นขึ้นเมื่อบอร์ดบริหารของ Warner ประกาศว่าข้อเสนอสุดท้ายของ Paramount นั้น “เหนือกว่า” ข้อเสนอของ Netflix ในแทบทุกมิติ โดยเฉพาะในแง่ของมูลค่าหุ้นที่ Paramount เสนอให้สูงถึง 31 ดอลลาร์ (ประมาณ 963 บาท) ต่อหุ้น ซึ่งทำให้มูลค่ารวมของบริษัทพุ่งสูงขึ้นกว่า 63% เมื่อเทียบกับข้อเสนอแรกในช่วงเริ่มต้นสงครามประมูล 

เท็ด ซารานดอส ซีอีโอร่วมของ Netflix ออกมายอมรับความพ่ายแพ้ โดยระบุว่าดีลนี้เริ่มไม่มีความคุ้มค่าทางการเงินอีกต่อไป และการตัดสินใจถอนตัวไม่เพียงแต่ยุติการต่อสู้ในเชิงราคา แต่ยังทำให้นักลงทุนในตลาดหุ้นขานรับในเชิงบวก โดยหุ้นของ Netflix พุ่งขึ้นถึง 9% เนื่องจากตลาดมองว่าบริษัทตัดสินใจถูกที่ไม่ยอมจ่ายราคาที่ “แพงเกินจริง” เพื่อเอาชนะในศึกครั้งนี้ 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ดีลนี้ถูกจับตามองมากที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขมหาศาล แต่คือ “ตัวแปรทางการเมือง” ที่เข้ามาแทรกแซงอย่างชัดเจน โดยในวันที่ Netflix ประกาศถอนตัว มีรายงานว่า เท็ด ซารานดอส ได้เข้าไปในทำเนียบขาว และถูกพบเห็นว่าเดินออกมาด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด 

เหตุการณ์นี้ทำให้สมาชิกวุฒิสภา เอลิซาเบธ วอร์เรน ผู้วิพากษ์วิจารณ์การควบรวมกิจการยักษ์ใหญ่มาโดยตลอด ออกมาตั้งคำถามผ่านโซเชียลมีเดียว่ามีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือไม่

โดยเธอมุ่งเป้าไปที่ความสัมพันธ์ระหว่าง ประธานาธิบดี ทรัมป์ กับตระกูล เอลลิสัน ผู้ก่อตั้ง Paramount Skydance ซึ่ง ทรัมป์ เคยแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาชื่นชอบฝั่ง Paramount มากกว่า และเคยขู่ Netflix เกี่ยวกับการมี ซูซาน ไรซ์ (อดีตที่ปรึกษาของ อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา) อยู่ในบอร์ดบริหาร 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Paramount ได้เปรียบคือแผนการจัดการทรัพย์สิน โดยเฉพาะสำนักข่าว CNN ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองมาตลอด 

ในขณะที่ข้อเสนอเดิมของ Netflix คือการแยกส่วน CNN ออกไปเป็นบริษัทใหม่ แต่ Paramount ยืนยันที่จะรับซื้อทรัพย์สินทั้งหมดของ WBD รวมถึงธุรกิจเคเบิลทีวีและ CNN เข้ามาไว้ในอาณาจักรเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของบอร์ดบริหาร WBD ที่ต้องการความชัดเจนและลดความเสี่ยงจากการแยกส่วนบริษัท 

นอกจากนี้ Paramount ยังเสนอว่ายินดีจ่ายค่าปรับกรณีดีลล้มเหลวเนื่องจากข้อกฎหมายผูกขาดสูงถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 217,000 ล้านบาท) เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพวกเขาพร้อมจะผลักดันดีลนี้ให้สำเร็จไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม 

ก้าวต่อไปหลังจากนี้คือกระบวนการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐซึ่งอาจใช้เวลาอีกหลายเดือน โดยหากไม่มีข้อติดขัดใดๆ เดวิด เอลลิสัน จะกลายเป็นผู้กุมบังเหียนอาณาจักรที่มีทั้งสตูดิโอภาพยนตร์ระดับตำนาน, ช่องโทรทัศน์จำนวนมหาศาล และสำนักข่าวระดับโลก ซึ่ง เดวิด แซสลาฟ ซีอีโอของ WBD เชื่อมั่นว่าการรวมตัวครั้งนี้จะสร้างมูลค่ามหาศาลแก่ผู้ถือหุ้น และเป็นการรวมพลังของนักเล่าเรื่องที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิงยุคใหม่ได้ต่อไป 

ดีลนี้ไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของ Paramount และความพ่ายแพ้ของ Netflix แต่คือผลลัพธ์ของการวางกลยุทธ์ที่แม่นยำและการอ่านเกมการเมืองที่ขาด 

พร้อมตอกย้ำว่าในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน “สายสัมพันธ์” และ “จังหวะเวลา” มีความสำคัญไม่แพ้ความแข็งแกร่งทางการเงิน แม้ว่าอาณาจักรใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเต็มไปด้วยศักยภาพมหาศาล แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการบริหารจัดการสินทรัพย์ภายใต้แรงกดดันจากการเมืองและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค / cnn