ในประเทศที่ให้คุณค่ากับหนังสืออย่างเกาหลีใต้ หนังสือจึงสำคัญต่อสังคมในหลายๆ ด้าน ทั้งคลังปัญญาและแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือซึ่งหยั่งรากลึกมาหลายชั่วอายุคน พร้อมทำให้ผู้เขียน-ผู้แต่งต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้อ่าน สูงกว่าข้อมูลในโซเชียลมีเดียที่มาไวไปไว
ทว่าในปัจจุบัน รากฐานความเชื่อมั่นที่เคยแข็งแกร่งนี้กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อหนังสือและอีบุ๊กที่คนสั่งเอไอเขียน มีออกมามากจนท่วมตลาด นำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า ในโลกที่เอไอสามารถเขียนหนังสือได้เป็นพันเล่มต่อเดือน เรายังจะหลงเหลือความมั่นใจได้แค่ไหนเมื่อหยิบหนังสือสักเล่มขึ้นมาอ่าน
ปรากฏการณ์ “หนังสือเอไอ” ในเกาหลีใต้ไม่ได้เป็นเพียงการทดลองทางเทคโนโลยี แต่กำลังกลายเป็นปัญหาและภัยมืดที่กัดเซาะมาตรฐานสิ่งพิมพ์อย่างรุนแรง
ผู้อ่านในปัจจุบันเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบนชั้นวางตามร้านหนังสือทั่วไปและในห้องสมุด หลังหนังสือหลายเล่มมีชื่อเรื่องและสารบัญที่ดูน่าสนใจในตอนแรก แต่เมื่อเปิดอ่านกลับพบรูปประโยคที่ติดขัด ไม่เป็นธรรมชาติ และภาพประกอบที่ดูแปลกประหลาดจนน่าขนลุก ซึ่งแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาเลย
ในร้านหนังสือออนไลน์ สัญญาณเหล่านี้ยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่เพิ่งก่อตั้งใหม่บางแห่งสามารถปั๊มผลงานออกมาได้มากกว่า 100 เล่มต่อเดือน โดยเฉพาะในหมวดหมู่ยอดนิยมอย่างการพัฒนาตนเอง การบริหารเงิน และจิตวิทยา ซึ่งควรจะมีความน่าเชื่อถือ

พร้อมกันนี้ยังมีเรื่องน่าตกใจว่าส่วนใหญ่ไม่มีการแจ้งให้ผู้อ่านทราบเลยว่าเนื้อหาเหล่านั้นถูกผลิตโดยอัลกอริทึมไม่ใช่จากประสบการณ์หรือภูมิปัญญาของมนุษย์
ตัวเลขสถิติยืนยันถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้อย่างชัดเจน ข้อมูลจากหน่วยงานส่งเสริมอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์แห่งเกาหลีระบุว่า จำนวนสำนักพิมพ์แบบเจ้าของคนเดียวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5,500 แห่งในปี 2019 เป็นกว่า 6,800 แห่งในปี 2023
การเพิ่มขึ้นนี้ส่วนหนึ่งมาจากโมเดลธุรกิจที่ใช้เอไอเป็นเครื่องมือหลักในการผลิตเพื่อลดต้นทุนให้เหลือเกือบศูนย์แต่สร้างปริมาณได้มหาศาล โดยกรณีที่อื้อฉาวที่สุดคือสำนักพิมพ์ Luminary Books ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มวิศวกร ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้วงการด้วยการผลิตหนังสือถึง 9,000 เล่มในปี 2025 และเพียงปีเดียว ครอบคลุมทุกสาขาวิชาตั้งแต่เศรษฐศาสตร์ไปจนถึงแฟชั่น ซึ่งในสายตาของคนทำหนังสืออาชีพ นี่คือการทำลายจริยธรรมของวงการสิ่งพิมพ์อย่างร้ายแรง
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหานี้ยังลามไปถึงการแสวงหาผลประโยชน์จากภาษีประชาชนผ่านระบบฝากหนังสือตามกฎหมายของเกาหลีใต้ ซึ่งเดิมทีถูกออกแบบมาเพื่อเก็บรักษาวัฒนธรรมการอ่านของชาติ โดยรัฐจะจ่ายเงินชดเชยให้สำนักพิมพ์ที่ส่งมอบหนังสือให้ห้องสมุดแห่งชาติ แต่สำนักพิมพ์บางแห่งกลับใช้เอไอผลิต “หนังสือขยะ” จำนวนมหาศาลเพื่อมาขึ้นเงิน จนยอดเงินจ่ายชดเชยพุ่งสูงขึ้นกว่า 20 เท่าในรอบไม่กี่ปี
สถานการณ์นี้บีบให้ห้องสมุดแห่งชาติเกาหลี (NLK) ต้องออกมาตรการโต้กลับด้วยการปฏิเสธรับอีบุ๊กที่พบว่าเนื้อหาไม่มีคุณภาพ ซ้ำซาก หรือมีความยาวไม่เพียงพอ พร้อมเตรียมสังคายนาข้อบังคับการจ่ายเงินใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้งบประมาณแผ่นดินไหลไปสู่นักชุบตัวด้วยเอไอ
ท่ามกลางวิกฤตนี้ หลายฝ่ายเริ่มมีความเคลื่อนไหวเพื่อกู้คืนศรัทธา โดยแพลตฟอร์มอีบุ๊กอย่าง Aladin เริ่มระบุสถานะ “เขียนโดยเอไอ” บนหน้าสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคมีสิทธิเลือก ขณะที่สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Penguin Random House ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า เอไอจะเป็นเพียงผู้ช่วย แต่ “หัวใจ” ของเรื่องราวต้องมาจากมนุษย์เท่านั้น
ส่วนในเกาหลีใต้เอง สำนักพิมพ์คุณภาพอย่าง Communication Books ก็ได้ออกแนวปฏิบัติที่เข้มงวด โดยถือว่าการใช้ประโยคจากเอไอโดยตรงคือ “การคัดลอกผลงาน” (Plagiarism) และผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของข้อมูลทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม สมาคมผู้จัดพิมพ์เกาหลี (KPA) ยังคงเผชิญความยากลำบากในการสร้างบรรทัดฐานร่วมกัน เนื่องจากสำนักพิมพ์จำนวนไม่น้อยยังคงก้ำกึ่งระหว่างความกลัวเรื่องความเชื่อมั่น กับความต้องการใช้เอไอเพื่อเพิ่มผลิตภาพในยุคที่ต้นทุนพุ่งสูง จนมีแนวโน้มว่าจากนี้คงต้องขอร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยสอดส่องดูแล
แม้ว่าเอไอจะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้างเนื้อหาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่วิกฤตที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ได้ตอกย้ำให้เห็นว่า “การผลิตหนังสือ” กับ “การสร้างปัญญา” นั้นเป็นคนละเรื่องกัน
ปริมาณมหาศาลของหนังสือเอไออาจจะครองพื้นที่บนชั้นวางได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว หนังสือที่สร้างความเปลี่ยนแปลงและตราตรึงใจผู้อ่านได้ยั่งยืน จะต้องเป็นหนังสือที่สะท้อนถึงประสบการณ์ ความรู้สึก และแง่มุมชีวิตที่กลั่นออกมาจากมนุษย์จริงๆ

เพราะในโลกที่ข้อมูลล้นตลาด “ความเป็นมนุษย์” ยังเป็นสิ่งเดียวที่อัลกอริทึมไม่สามารถทำซ้ำได้ และนั่นจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่คัดกรองว่าหนังสือเล่มไหนควรค่าแก่การหยิบขึ้นมาอ่านอย่างแท้จริง / koreantimes
