4 แอพฯ อ่านเกมขาด ปรับกลยุทธ์ทำการตลาดตามเทรนด์ออนไลน์

1.BeeTalk: จากการหาเพื่อนสู่ Online Community ตามความสนใจ

ท่ามกลางการแข่งขันกันสูงของ Social App ที่เข้ามาเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง BeeTalk ได้เป็นแอพหนึ่งที่ที่เข้ามาลงเล่นในเกมนี้ด้วยเช่นกัน แต่ด้วยความความเป็นแอพน้องใหม่ในประเทศไทยที่เข้ามาทำตลาดเพียงปีกว่าเท่านั้น เจาะกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัยพร้อมรับฟังความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมาปรับให้บริการเพื่อมอบประสบการณ์บนโลกโชเชียลได้ตรงตามความต้องการใช้งานให้มากที่สุด BeeTalk จึงกลายเป็นแอพที่มีความน่าสนใจในฐานะ Social App ที่มีการปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุดด้วยยอดผู้ใช้มากกว่า 10 ล้านคนในประเทศไทย และยังเป็นยอดผู้ใช้ที่สูงสุดเมื่อเทียบกับ BeeTalk ประเทศอื่นๆ

ยกตัวอย่างเช่นฟังก์ชั่นหาเพื่อน ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นโดดเด่นของ Social App โดย BeeTalk ได้ สร้างความแตกต่างจากแอพอื่นๆ ด้วยฟังก์ชั่น “Look Around” หาเพื่อนใหม่ผ่าน Location Base เจาะกลุ่มวัยรุ่นที่เปิดรับต่อสิ่งใหม่ๆ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ BeeTalk หาเพื่อน มิตรภาพใหม่ๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงเรียงระยะจากใกล้ไปไกลได้อย่างง่ายดาย และเพื่อป้องกันเพื่อนใหม่ที่ไม่ต้องการผู้ใช้สามารถปิดฟังก์ชั่นนี้ได้อีกด้วย

อีกทั้งยังปรับกลยุทธ์สร้างความเป็นส่วนหนึ่งในการใช้งาน นอกเหนือจากการหาเพื่อนใหม่แบบรายบุคคล ด้วยการวางตัวเองไม่ใช่เพียงแอพหาเพื่อนทั่วๆ ไป ด้วยการเปิดตัวฟังก์ชั่น Club และ Forums(บอร์ด) ในรูปแบบ Community ที่รวมผู้ที่สนใจเรื่องราวคล้ายๆ กันมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ความสนใจ พร้อมทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ ที่มีไลฟ์สไตล์คล้าย กันอีกด้วย โดยจุดเด่นของ Forums คือเว็บบอร์ดครบวงจรบนมือถือที่แบ่งออกเป็นบอร์ดย่อยต่างๆ ส่วน Club คือกลุ่มเพื่อนตามความสนใจที่ผู้ใช้สามารถเข้าร่วมหรือสร้างเอง เช่น คลับปั่นจักรยาน คลับคนใต้หลงกรุง หรือคลับแบดมินตัน เป็นต้น ซึ่งการเปิดฟังก์ชั่น Club และ Forums นี้ BeeTalk มองว่าการเปิดให้บริการ Community ใน Social App เป็นการสร้างเหนียวแน่นกับผู้ใช้งานมากกว่าการหาเพื่อนใหม่ในรูปแบบบุคคลเพียงอย่างเดียว และในประเทศไทยก็ยังไม่มี Platform ไหนที่เป็นศูนย์รวมของกลุ่มความสนใจต่างๆ ไว้ในที่เดียวอีกด้วย

2. Microsoft Windows 10 : เชื่อมโยงโลกโมบายมาใกล้ขึ้น

ถึงแม้ว่าระบบปฏิบัติการ Windows จากค่าย Microsoft จะมีผู้ใช้ทั่วโลกมากกว่า 90% ของผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั้งหมด แต่ปัญหาอันใหญ่หลวงของ Microsoft คือ Microsoft ไม่สามารถชิงส่วนแบ่งตลาดในตลาดของโมบายได้ดีเท่าไรนักที่ผ่านมา

แต่ด้วย Microsoft เห็นเทรนด์ตลาดโมบายเป็นตลาดที่เติบโตอย่างฉุดไม่อยู่ และได้ R&D ศึกษาความต้องการผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็ได้พัฒนา Windows 10 ระบบปฏิบัติการที่รองรับการทำงานได้ทุกแพลตฟอร์มทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์และบนโมบายดีไวซ์ และสามารถใช้ Store ร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหา แถมยังออกแบบให้การใช้งานบนโมบายดีไวซ์ทั้งสมาร์ทโฟนและแท็ปเลตให้มีความ Touch-Friendly ขึ้นกว่าที่ผ่านมา

ซึ่ง Windows 10 สามารถเปลี่ยนโลกของ Microsoft ได้เพียงใด คงต้องดูจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง แต่ที่แน่ๆ Microsoft คาดหวังว่า Windows 10 จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของ Microsoft สู่โลกของโมบายดีไวซ์มากขึ้น

3. DropBox’s ‘Carousel’ : วงล้อเมฆแห่งรูปภาพ

เมื่อโลกของคลาวด์ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานทั่วโลก จนบริษัทไอที-โทรคมนาคมต่างให้ความสำคัญกับการนำบริการคลาวด์มาเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการกลุ่มเป้าหมายหลากหลายรูปแบบ เพื่อเชิญชวนกลุ่มเป้าหมายให้หันมาให้คลาวด์ของตนเองมากที่สุด และ DropBox คือหนึ่งในผู้ให้บริการคลาด์ที่เปิดให้บริการมานานและได้รับความนิยมสูงสุดในโลก

และถึงแม้ว่า DropBox จะเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้ใช้งานทั่วโลก แต่การให้บริการก็ไม่ได้หยุดเพียงการฝากไฟล์ไว้บนคลาวด์สตอเรจเท่านั้น เพราะ DropBox ได้พัฒนาบริการอื่นๆ เสริมความต้องการของผู้ใช้ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุด DropBox ได้เห็นเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกที่นิยมถ่ายภาพผ่านสมาร์ทดีไวซ์ที่มีข้อจำกัดด้านหน่วยความจำในการเก็บข้อมูลที่ไม่มากนัก จึงนิยมเก็บไฟล์รูปไว้ในคลาวด์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันไฟล์ภาพได้กลายเป็นไฟล์ที่ผู้บริโภคใช้บริการบนคลาวด์สตอเรจมากที่สุด และได้เปิดตัว Carousel ออกมาเพื่อรองรับการอัพโหลดรูปภาพขึ้นคลาวด์โดยเฉพาะ สามารถ Sync จากหลายแหล่งข้อมูลและหลากดีไวซ์ แถมยังสามารถดูรูปภาพที่เก็บไว้อย่างสะดวกผ่าน Interface ล้อหมุนที่เป็นที่มาของชื่อว่า ‘Carousel’ นั่นเอง

 4. Facebook Work : ศูนย์กลางแบ่งปันข้อมูล

ปัญหาของบริษัทขนาดใหญ่บางบริษัทคือขาดแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อพนักงานองค์กรเป็นหนึ่งเดียว และเป็นศูนย์กลางในการแบ่งปันข้อมูล ปัญหา อุปสรรค์ในการทำงานต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการทำงานในแต่และแผนกมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาพนักงานส่วนใหญ่จะรู้จักกันแค่ภายในทีม หรือภายในแผนก ถ้าต้องการจะรู้ข้อมูลอะไร บางทีก็ไม่รู้จะไปถามใคร ก็ต้องถามต่อๆ ไปเรื่อย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความล่าช้า

มาร์ค ซักเกอร์เบิร์กได้เห็นปัญหานี้และได้พัฒนาแพลตฟอร์มที่มีชื่อว่า Facebook Work เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อบุคคลากรภายในบริษัทหรือองค์กรเข้าด้วยกัน ก็ในเมื่อพนักงานในองค์กรมีเฟซบุ๊กแอคเคาน์และใช้งานเป็นประจำเพื่อเชื่อมต่อกับเพื่อน ครอบครัวและคนรู้จักอยู่แล้วจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะใช้เฟซบุ๊กแอคเคาน์เดียวกันในการเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงานได้โดยไม่ต้องเสียเวลาสลับแอคเคาน์ไปมา หรือเปลี่ยนไปใช้แอพพลิเคชั่นอื่นที่พัฒนาขี้นโดยองค์กร ซึ่งอาจจะไม่มีความเสถียร์ในการใช้งานเท่าไรนัก

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer