วิกฤตในตะวันออกกลางกำลังกระทบกับการใช้ชีวิตของผู้คนในหลายประเทศจนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดยล่าสุดได้กระทบมาถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่ดูธรรมดาสามัญอย่างถุงพลาสติกและถุงขยะในเกาหลีใต้แล้ว

คุณป้าพัค ซุนอ๊ก วัย 67 ปี เจ้าของร้านต็อกบกกีข้างทางบริเวณคลองชองกเยชอนของเกาหลีใต้ พบว่าเธอไม่สามารถสั่งซื้อถุงพลาสติกสำหรับใส่ถ้วยอาหารให้ลูกค้าได้ตามปกติ หลังซัพพลายเออร์ระบุว่าเป็นผลกระทบมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

เธอกล่าวอีกว่าปัญหานี้รุนแรงถึงขั้นที่ต่อให้สงครามยุติลงในวันนี้ กระบวนการขนส่งและเติมสต็อกสินค้าก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 6 สัปดาห์จึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่มีสต็อกถุงสำรองเหลือใช้ได้เพียงไม่เกิน 2 สัปดาห์เท่านั้น

สื่อเกาหลีใต้รายงานเพิ่มเติมว่า ชั้นวางขายถุงขยะตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อส่วนใหญ่เริ่มไม่มีสินค้า ขณะที่ตู้ขายแบบอัตโนมัติถุงขยะก็หมดเร็วกว่าปกติ หลังประชาชนแห่ไปซื้อเพราะกลัวผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง

ต้นเหตุของปัญหานี้คือ “แนฟทา” ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ (ปิโตรเคมี) เพื่อนำไปผลิตเป็นเม็ดพลาสติก เกาหลีใต้นั้นเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าแนฟทาสูงถึง 45% ของความต้องการทั้งหมด และในจำนวนนี้กว่า 77% ถูกส่งมาจากประเทศในแถบตะวันออกกลาง 

เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดล้อมหรือมีความเสี่ยงสูงในการเดินเรือ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของเกาหลีใต้จึงเผชิญภาวะชะงักงันโดยตรง ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังการผลิตถุงขยะมาตรฐาน ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมที่ชาวเกาหลีใต้ทุกคนต้องใช้ตามกฎหมายเพื่อชำระค่าธรรมเนียมการจัดการขยะมาตั้งแต่ปี 1995

ความกังวลที่แพร่กระจายไปทั่วสังคมทำให้เกิดปรากฏการณ์กักตุนสินค้าขึ้นในหลายพื้นที่ ประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะคนวัยทำงานรุ่นใหม่ เริ่มกว้านซื้อถุงขยะตุนไว้คราวละมากๆ เพราะภาพจำจากวิกฤตหน้ากากอนามัยขาดแคลนในช่วงโควิด-19 ยังคงตามหลอกหลอน 

แม้ภาครัฐจะพยายามยืนยันว่าสต็อกถุงขยะในคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีเพียงพอสำหรับใช้งานไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามก็ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดต่ำลง

เพื่อสกัดกั้นวิกฤตไม่ให้บานปลาย รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีอี แจมยอง ได้ประกาศมาตรการฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน 

กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงาน ได้สั่งระงับการส่งออกแนฟทาทันทีเป็นเวลา 5 เดือน เพื่อสงวนทรัพยากรไว้ใช้ภายในประเทศ พร้อมทั้งมีนโยบายเชิงรุกให้เปลี่ยนผ่านการผลิตถุงขยะจากการใช้เม็ดพลาสติกใหม่ไปเป็นการใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล 100% ซึ่งปัจจุบันบริษัทรีไซเคิลในประเทศมีกำลังการผลิตรองรับได้ถึง 1,830 ล้านใบต่อปี มากพอที่จะครอบคลุมความต้องการของคนทั้งประเทศโดยไม่ต้องง้อวัตถุดิบนำเข้าจากตะวันออกกลาง

วิกฤตถุงพลาสติกในเกาหลีใต้ครั้งนี้คือบทเรียนที่ย้ำเตือนว่า ความมั่นคงของชาติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องทางการทหารหรืออาวุธ แต่รวมไปถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านทรัพยากรพื้นฐาน

แม้ตัวถุงพลาสติกไม่ว่าเพื่อใส่ของหรือใส่ขยะจะมีราคาเพียงไม่มาก แต่มันคือฟันเฟืองสำคัญที่รักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสะอาด และสุขอนามัยที่ดีของสังคม

ดังนั้นหากรัฐบาลสามารถผลักดันมาตรการเปลี่ยนขยะให้เป็นถุงขยะรีไซเคิลได้สำเร็จตามแผน ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาสินค้าขาดแคลนเฉพาะหน้าได้เท่านั้น แต่ยังจะเป็นการยกระดับโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนของเกาหลีใต้ให้เข้มแข็งพอที่จะรับมือกับความผันผวนของสถานการณ์โลกในอนาคตได้อีกด้วย / koreatimes