สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนกำลังสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่ออุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปของไทย มูลค่าหลายแสนล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ของการส่งออก

เมื่อเจาะลึกอินไซต์จาก สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป นำโดย ดร.องอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจต่างๆ พบว่า

ช่วงครึ่งปีหลัง ผู้ประกอบการกำลังเผชิญกับ “พายุต้นทุน” ที่ถาโถมเข้ามาในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

ค่าระวางเรือแพง-กระป๋องขาดแคลน ปัญหาใหญ่ที่ผลักภาระไม่ได้

โดยผลกระทบแรกที่เห็นชัดเจนคือ “ต้นทุนโลจิสติกส์และพลังงาน” ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ตัวอย่างเช่น เส้นทางกรุงเทพฯ-จีน พุ่งจากกว่า 100 เหรียญสหรัฐ ทะยานไปถึง 500 กว่าเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ค่าขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ไปยุโรปก็พุ่งแตะระดับ 105 เหรียญสหรัฐ ปัญหาไม่ได้หยุดแค่สินค้าสำเร็จรูป แต่ลามไปถึงค่าขนส่งวัตถุดิบ ทั้งสารเคมี ถ่านหิน และน้ำตาล

นอกจากนี้ “วิกฤตแพ็กเกจจิ้งขาดแคลนและขึ้นราคา” กำลังเป็นโจทย์ใหญ่ โดยเฉพาะสับปะรดกระป๋องที่มีต้นทุนกระป๋องเหล็กสูงถึง 30-40%

ซึ่งขณะนี้ผู้ผลิตรับออเดอร์และล็อกราคาขายล่วงหน้าไปถึงไตรมาส 3 แล้ว ทำให้ไม่สามารถผลักภาระไปให้ลูกค้าได้ ผู้ประกอบการจึงต้องยอมเฉือนเนื้อรับภาวะขาดทุนไปเต็มๆ

ขณะที่เยื่อกระดาษทำกล่องลูกฟูกก็ปรับราคาขึ้นไปแล้ว 10-15%

ภัยแล้งทำวัตถุดิบหาย ซ้ำเติมด้วยเงินบาทแข็งค่า

นอกจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นแล้ว ปัญหาฝั่งวัตถุดิบทางการเกษตรก็สาหัสไม่แพ้กัน ผลพวงจากปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ”
ทำให้สภาพอากาศแห้งแล้งยาวนานจนปริมาณน้ำในเขื่อนปราณบุรีลดฮวบ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อชาวไร่ สับปะรดที่เก็บเกี่ยวได้มีขนาดเล็กและไม่ได้น้ำหนักตามเกณฑ์

รวมถึงผลไม้ตามฤดูกาลอย่างลิ้นจี่ที่คาดว่าผลผลิตจะหายไปถึง 40% และเงาะที่กำลังเจอปัญหาเดียวกัน

ส่วนด้านกลุ่มอาหารทะเลอย่างทูน่า ก็ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเรือที่พุ่งสูง ทำให้กองเรือบางส่วนต้องหยุดจับปลาชั่วคราว ดันต้นทุนวัตถุดิบให้สูงขึ้น

ในขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกยังต้องเผชิญกับ “ความผันผวนของค่าเงินบาท” จากเดิมที่เคยวางแผนธุรกิจไว้ที่ 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อเงินบาทแข็งค่าลงมาแตะระดับ 32-33 บาท ทำให้กำไรหายไปทันที 8-9% ซึ่งสำหรับสินค้าบางกลุ่มที่มีกำไรเพียง 3-5% ถือเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

หนีพึ่งจีน เร่งใช้เครื่องจักรแทนคน

ทั้งนี้ เมื่อถูกบีบจากทุกทาง ภาคเอกชนไทยจึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอด ผู้ประกอบการหลายรายโดยเฉพาะ SME เริ่มหันไปสั่งผลิตแพ็กเกจจิ้งจากประเทศจีนแทน

เนื่องจากมีราคาถูกกว่าไทยถึงครึ่งหนึ่ง ไม่กำหนดขั้นต่ำ (สั่งแค่ 3,000-5,000 ชิ้นก็รับผลิต) และใช้เวลาจัดส่งรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ปัญหาค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มหันมาลงทุนใช้ “เครื่องจักร” มากขึ้น

เพราะเมื่อนำมาคำนวณเปรียบเทียบกับต้นทุนค่าแรงในระยะยาวแล้ว ถือเป็นจุดที่คุ้มค่าแก่การลงทุน

สินค้าขึ้นราคาแล้ว มีโอกาสลงไหม

สำหรับความกังวลของผู้บริโภคที่ว่า หากต้นทุนลดลง ราคาสินค้าจะปรับลดลงตามหรือไม่ มุมมองจากสมาคมฯ มองว่า

ทุกอย่างเป็นไปตามกลไก Demand-Supply ของตลาด หากต้นทุนถูกลง ตลาดมีการแข่งขันสูง ไม่มีใครสามารถตรึงราคาแพงไว้ได้ เพราะคู่แข่งจะดัมพ์ราคาลงมาแย่งส่วนแบ่งตลาดทันที

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ซัพพลายเออร์ส่วนใหญ่ยังพยายามตรึงราคาไว้ แม้แต่เชนร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ ก็ยังช่วยแบกรับต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นหลักล้านบาทต่อเดือน เพื่อไม่ให้กระทบถึงผู้บริโภคมากนัก

3+1 ข้อเสนอเร่งด่วน ดันรัฐปลดล็อกข้อจำกัด

เพื่อให้อุตสาหกรรมอาหารของไทยก้าวข้ามวิกฤตินี้ ทางสมาคมฯ จึงมี 3+1 ข้อเสนอเร่งด่วน เพื่อส่งสัญญาณถึงรัฐบาล ดังนี้

1. ลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ รัฐควรเข้ามาดูแลโครงสร้างราคาพลังงานอย่างจริงจัง

2. เร่งเจรจา FTA เปิดตลาดใหม่ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีตลาดส่งออกที่กว้างขึ้น สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขันในเวทีโลก

3. ชูจุดแข็งความมั่นคงทางอาหาร ไทยเป็นผู้นำระดับโลกในหลายสินค้า เช่น ข้าวโพดหวาน ทูน่า สับปะรด รัฐจึงควรสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพอย่างเต็มที่เพื่อรักษาแชมป์ส่งออก

4. ลดภาระดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือ SME ปัจจุบันผู้ประกอบการ SME ต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินที่ค่อนข้างสูง รัฐจึงควรเข้ามาดูแลและสนับสนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

เพื่อช่วยลดภาระ เสริมสภาพคล่อง และต่อลมหายใจให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเดินหน้าต่อไปได้

ซึ่งหากข้อเสนอทั้งหมดนี้ได้รับการแก้ไขและปลดล็อกอย่างตรงจุด จะไม่ใช่แค่การต่อลมหายใจให้ผู้ประกอบการฝ่าวิกฤตไปได้

แต่ยังเป็นการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อให้อุตสาหกรรมอาหารไทยยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไปในระยะยาว