ภาพรวมของเศรษฐกิจครีเอเตอร์ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทว่าท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้รูปแบบของการทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing) ต้องปรับตัวครั้งใหญ่
โดยเครื่องจักรสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนแบรนด์ในยุคที่ผู้บริโภคมีความฉลาดและรู้ทันคอนเทนต์สปอนเซอร์ คือการเปลี่ยนผ่านจากเน้นยอดการมองเห็น มาสู่การสร้างความเชื่อใจและการมีส่วนร่วมที่แท้จริง ซึ่งส่งเสริมการเติบโตอย่างสูงของอินฟลูเอนเซอร์กลุ่ม Micro-Nano
ในงานแนะนำโครงการ AnyMind KOLs Exclusive Project คุณเชอร์รี่ – อุมามณฑ์ ศิริลักษณาพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ ประจำประเทศไทย AnyMind ได้มาร่วมอัปเดตเทรนด์และแชร์มุมมองเกี่ยวกับการทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ในปัจจุบัน
1. ยุคทองของ Micro และ Nano Influencer
ปัจจุบันประเทศไทยมีอินฟลูเอนเซอร์รวมประมาณ 9 ล้าน ถึงเกิน 10 ล้านคน โดยกลุ่มที่ทำเป็นงานจริงจังมีมากกว่า 3 ล้านคน แบ่งเป็นหลายระดับตั้งแต่ Celebrity, Maga Influencer (ผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน) มีจำนวนเพียงหลัก 100 ราย, ระดับ Macro-Influencer (ผู้ติดตาม 500,000-1,000,000 คน) มีจำนวนหลัก 1,000 ราย, ระดับ Mid-Tier Influencer (ผู้ติดตาม 50,000-500,000 คน) มีจำนวนหลัก 10,000 ราย, ระดับ Micro Influencer (ผู้ติดตาม 10,000-50,000 คน) มีจำนวนหลัก 100,000 ราย, ระดับ Nano Influencer (ผู้ติดตาม 1,000-10,000 คน) มีจำนวนหลัก 1,000,000 ราย
ซึ่งกลุ่ม Micro – Nano Influencer นี้มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและก้าวกระโดดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสามารถสร้างความเชื่อใจและเข้าถึงฐานแฟนคลับได้อย่างใกล้ชิด
อ้างอิงข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Influee พบว่าแบรนด์ต่าง ๆ ทั่วโลกยังให้ความสำคัญกับ Influencer Marketing โดย 70% มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับอินฟลูเอนเซอร์แยกไว้ต่างหาก และผู้บริโภคกว่า 61% เชื่อถือคำแนะนำจากครีเอเตอร์มากกว่าโฆษณาทั่วไป ในขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ระดับ Celebrity & Mega กลับได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้แบรนด์ต่าง ๆ มีการปรับลดเรตราคาค่าตัวลงอย่างมาก เพื่อเน้นความคุ้มค่าด้านปริมาณชิ้นงาน
2. จากนักรีวิว สู่ “Sales Partner” และการจับคู่สร้างความสมจริง
รูปแบบการจ้างงานแบบโพสต์เดียวจบ กำลังถูกแทนที่ แบรนด์กำลังเปลี่ยนมุมมองที่มีต่ออินฟลูเอนเซอร์สู่การเป็นพันธมิตรระยะยาว หรือ “Sales Partner” ที่มาร่วมสร้างสรรค์ไอเดียมากกว่าการรับบรีฟเพื่อยัดเยียดคีย์เมสเซจ โดยผู้บริโภคต้องการคอนเทนต์ที่มีความสมจริง และสามารถผสมผสานเข้ากับไลฟ์สไตล์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ แทนที่จะเป็นการ Tie-in แบบฮาร์ดเซลล์เหมือนในอดีต
นอกจากนี้ อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่กำลังมาแรงคือการคอลแลบอเรชันที่อินฟลูเอนเซอร์มาร่วมมือกันเอง หรือแบรนด์ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ สร้างปรากฏการณ์ไวรัล และแลกเปลี่ยนฐานแฟนคลับให้มีขนาดใหญ่ขึ้น
3. ยอดขายคือคำตอบ: การอัปสกิลสู่ Live Commerce และ Affiliate
ในขณะเดียวกัน สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้แบรนด์ต้องการความคุ้มค่าและมองหา “ยอดขาย” เป็นอันดับแรก อินฟลูเอนเซอร์จึงต้องอัปสกิลตัวเองสู่การทำ Live Commerce และ Affiliate Marketing เพื่อเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นผู้ซื้อทันที โดย ติ๊กต็อก ขึ้นแท่นเป็นแพลตฟอร์มอันดับ 1 สำหรับการทำโซเชียลคอมเมิร์ซ ตามมาด้วย อินสตาแกรม และ ยูทูบ
ที่น่าสนใจคือ ในการทำแคมเปญ แบรนด์จะไม่ยิงโฆษณาสนับสนุนให้กับทุกคน แต่จะเลือกบูสต์เฉพาะคนที่ทำเอนเกจเมนต์ได้ดีเท่านั้น เช่น หากมีผู้ร่วมงาน 20 คน แบรนด์อาจจะเลือกยิงแอดช่วยแค่ 5 คน ซึ่งจะทำให้อินฟลูเอนเซอร์ที่ถูกเลือกเหล่านั้นได้รับค่าคอมมิชชันที่สูงขึ้นตามไปด้วย
4. ชุมชนคือหัวใจสำคัญ
พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไปสู่ความโหยหาการมีชุมชน และการใช้เวลาร่วมกันในโลกออฟไลน์ ทำให้เกิดชมรมหรือกลุ่มคนที่มีความสนใจในซับคัลเจอร์เดียวกัน เช่น คลับวิ่ง กลุ่มคนรักสุขภาพ โยคะ หรืองานปาร์ตี้กาแฟ รวมถึงเทรนด์ระดับโลกอย่างการแข่งขันฟิตเนส HYROX ที่เข้ามาสร้างกระแสในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพลังของชุมชนสามารถสร้างการมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้งได้
อินฟลูเอนเซอร์ในยุคนี้จึงไม่ได้เป็นแค่สื่อโปรโมต แต่เป็นผู้กำหนดทิศทางวัฒนธรรมยุคใหม่และเป็นผู้ริเริ่มสร้างชุมชน ซึ่งแบรนด์ที่มองเห็นโอกาสจะต้องนำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ เพื่อเชื่อมต่อกับผู้บริโภคตัวจริงผ่านอินฟลูเอนเซอร์ที่มี DNA ตรงกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
เพื่อตอบรับทิศทางของตลาดอินฟลูเอนเซอร์นี้ AnyMind ได้จัดตั้งโครงการ AnyMind Exclusive Influencer Community เพื่อสร้างระบบนิเวศอินฟลูเอนเซอร์ที่ยั่งยืน โดยทำหน้าที่เป็นระบบสนับสนุน ทั้งการจัดอบรมอัปเดตเทรนด์ ซัพพอร์ตปัญหาทางเทคนิค และมอบหมายแคมเปญที่คัดสรรมาเฉพาะ พร้อมทั้งริเริ่มกิจกรรมออฟไลน์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้ชื่องาน “Inside Out Retreat” ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2026 ด้วยกิจกรรมอย่างโยคะและ Sound Healing เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และยกระดับคุณภาพชีวิตของอินฟลูเอนเซอร์ให้พร้อมส่งต่อผลงานที่สร้างสรรค์ต่อไป
