การเดินเกมข้ามสายธุรกิจของค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง OR ไม่ใช่แค่การสร้างสีสัน แต่เกิดจากการมองเห็นขุมทรัพย์ในตลาด Health & Beauty ที่มีมูลค่ามหาศาลกว่า 400,000 ล้านบาท แถมยังโตแรงต่อเนื่องปีละ 8-9%

ซึ่งโอกาสที่เปิดกว้างนี้เองที่เป็นตัวจุดประกายให้ OR ตัดสินใจสปินออฟตั้งบริษัทลูก “โออาร์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส จำกัด” หรือ ORHW เพื่อปั้นมัลติแบรนด์สโตร์ “Found & Found” ลงสนามแย่งชิงเม็ดเงินในเซกเมนต์ร้านค้าปลีกเฉพาะทาง (Retail Health & Beauty) ระดับแสนล้านอย่างเต็มตัว

เมื่อกระโดดลงมาเล่นในสมรภูมิที่มีการแข่งขันสูง แบรนด์จึงต้องเดินเกมอย่างรัดกุม ซึ่งหลังจากซุ่มขยายสาขาและเจาะตลาดมาได้พักใหญ่ ทิศทางการต่อยอดธุรกิจของ Found & Found ก็เริ่มเผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

นายณัฐพล ชูจิตารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออาร์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส จำกัด ขยายความให้ฟังว่า ปัจจุบันร้านเปิดให้บริการไปแล้ว 21 แห่ง โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนไทยเป็นหลักถึง 99% ซึ่งหากย้อนกลับไปในช่วงปีแรก หรือปี 2568 ที่ลงสนาม ถือเป็นปีแห่งการทดลองเพื่อหาโมเดลที่ใช่

ส่วนปีนี้คือเฟสของการ “Validation” หรือพิสูจน์ให้เห็นว่ารูปแบบที่ค้นพบนั้นสามารถสเกลให้โตได้จริง เพื่อเตรียมพร้อมบุกตลาดอย่างเต็มกำลังในปีหน้า

ชูคอนเซปต์ J&K Beauty แก้ Pain Point เรื่อง “ราคา-ของแท้”

โดยอาวุธหลักที่ Found & Found จะใช้เจาะตลาดคือภาพจำ “J&K Beauty เจอครบ จบที่ Found & Found” โดยวางสัดส่วนสินค้าแบรนด์ญี่ปุ่น เกาหลี และไทย ไว้ในระดับที่เท่าๆ กัน

ซึ่งในส่วนของแบรนด์ไทย เบื้องต้นจะคัดเฉพาะแบรนด์ที่ทำตลาดได้แข็งแกร่งและพัฒนาตัวเองต่อเนื่อง อาทิ ศรีจันทร์ หรือ Laglace ซึ่งปัจจุบันมีวางจำหน่ายเกือบ 50 แบรนด์ และสามารถสร้างยอดขายรวมได้กว่า 30 ล้านบาท

แต่ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ “สินค้านำเข้า” ซึ่งบริษัทนำเข้าเองโดยตรงกว่า 500 SKUs กลยุทธ์นี้เข้ามาแก้ Pain Point ใหญ่ของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ทั้งในเรื่องของการการันตีของแท้ 100%

และที่สำคัญคือ “ราคา” เมื่อไม่ต้องผ่าน Distributor หลายทอด แบรนด์จึงบวกกำไรเพิ่มเพียง 10-15% ทำให้ได้ราคาขายที่แข่งขันได้ ทัดเทียมกับการบินไปซื้อที่ญี่ปุ่นหรือเกาหลี

นอกจากนี้ แบรนด์ยังจับมือกับพาร์ทเนอร์ยักษ์ใหญ่ เพื่อดึงสินค้าแบบ Exclusive เข้ามาสร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็น Sugi Pharmacy เชนร้านขายยาและเครื่องสำอางชั้นนำท็อป 3 ของญี่ปุ่น นำเข้าสินค้าไซซ์ใหญ่ราคาคุ้มค่าอย่าง SC-Select และสกินแคร์นวัตกรรมโมเลกุลขนาดเล็ก Drip Tune

รวมถึงการคัดแบรนด์ยอดฮิตระดับท็อปจาก Olive Young เกาหลีใต้ อย่าง Bioheal BOH และ Ideal for Men มาวางจำหน่าย

ขณะเดียวกัน แบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่แค่นวัตกรรมฝั่งสกินแคร์ แต่ยังขยายพอร์ตโฟลิโอไปสู่กลุ่มสินค้าสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalization)

ด้วยการนำร่องวางจำหน่ายชุดตรวจอัจฉริยะ Genius DNA เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจการดูแลตัวเองเชิงลึกอีกด้วย

ยกระดับประสบการณ์หน้าร้าน ดันยอด Spending ผ่าน Smart BA และ CRM

เมื่อมีสินค้าที่แข็งแกร่งแล้ว การนำเสนอและการรักษาฐานลูกค้าคือสเต็ปถัดมา เนื่องจากพฤติกรรมการซื้อสินค้ากลุ่มนี้กว่า 90% ยังเกิดขึ้นที่หน้าร้าน

Found & Found จึงลบภาพพนักงานเชียร์ขาย (PC) แบบเดิมๆ ที่เชียร์เฉพาะแบรนด์ตัวเองทิ้งไป แล้วใช้ระบบ Smart BA หรือพนักงานที่ถูกเทรนให้มีความรู้แบบ Multi-brand สามารถให้คำปรึกษา แนะนำสกินแคร์ตามสภาพผิวแบบ 5 Step Routine (Cleanse, Prep, Treat, Moisturizer, Protect) ได้อย่างเป็นกลาง

ส่วนการกระตุ้นยอดขายและการซื้อซ้ำ แบรนด์หันมาโฟกัสช่องทางออนไลน์และระบบ CRM อย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้การสื่อสารผ่าน LINE OA เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคกว่า 40 ล้านคน

พร้อมผนึกกำลังกับระบบ Point Blue Plus ของกลุ่ม OR ทำให้ลูกค้าสะสมและแลกคะแนนข้าม Ecosystem ได้

ยิ่งไปกว่านั้น แบรนด์ยังได้ผสานแนวคิดความยั่งยืน (ESG) เข้ากับกลยุทธ์การตลาด ด้วยการนำสินค้าจาก SME ในโครงการ ‘ไทยเด็ด’ ของ OR มาทำเป็นโปรโมชันของแถม (GWP)

เพื่อช่วยสร้างรายได้กระจายสู่ชุมชน รวมถึงการจัดแคมเปญรับบริจาคเครื่องสำอางเก่าแลกส่วนลด เพื่อนำไปส่งต่อให้โรงเรียนฝึกอาชีพ

ซึ่งเมื่อกลยุทธ์เหล่านี้ผนวกกับการจัดโปรโมชันที่โดนใจ ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายต่อบิล (Spending) ขยับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดถึงเท่าตัว

และดันฐานสมาชิกพุ่งแตะ 60,000 ราย โดยในปี 2569 คาดว่าจะมีฐานสมาชิกแตะ 100,000 คนได้อย่างแน่นอน

ดีไซน์ 5 โมเดลสาขา เสิร์ฟสินค้าให้ “Meet” กับ “Need”

นอกจากนี้ เพื่อให้สินค้าและการบริการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำที่สุด Found & Found จึงไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบร้านขนาดเดียว แต่ดีไซน์โมเดลให้ยืดหยุ่นไปตามคาแรกเตอร์ของพื้นที่ ได้แก่

1. Office Building เน้นกลุ่มคนทำงานที่ตัดสินใจซื้อรวดเร็ว สินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง (Cosmetic) จึงตอบโจทย์ที่สุด

2. Community Area เจาะกลุ่มครอบครัวและที่พักอาศัย เน้นสินค้ากลุ่มของใช้ส่วนตัว (Personal Care) และของใช้ในบ้านไซซ์ใหญ่

3. Shopping Mall ขนาดร้าน 100 ตารางเมตรขึ้นไป เจาะทำเลที่มีทราฟฟิกสูง เช่น เดอะมอลล์ บางแค เน้นสร้าง Brand Awareness ให้คนจดจำภาพลักษณ์ของร้าน
4. PTT Station & Cafe Amazon โมเดลเรือธงที่ดึงจุดแข็งของ OR มาใช้เต็มที่ ไฮไลต์คือการเปิดสโตร์เชื่อมต่อกับ Cafe Amazon เปลี่ยนเวลารอกาแฟให้เป็นการช้อปปิ้งฆ่าเวลา พร้อมวางจำหน่ายสินค้า Travel Set เสิร์ฟกลุ่มคนเดินทาง

5. Shelf in Shop โมเดลนำร่องที่เข้าไปตั้งในพื้นที่พาร์ทเนอร์อย่าง Foodland รวมถึงร้านสะดวกซื้อ Jiffy ในเครือ ปตท. กว่า 10 แห่ง เพื่อแทรกซึมเข้าถึงผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา

“การทำธุรกิจสมัยนี้ เราจะคิดแค่ว่าจะขายอะไรไม่ได้ ต้องดูว่าลูกค้าต้องการอะไร สินค้าในแต่ละโลเคชันอาจจะคล้ายกัน 80-90% แต่อีกส่วนต้องปรับให้ Meet กับ Need ของลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ ด้วย”

โรดแมปสู่ 450 สาขา และขึ้นแท่นผู้นำตลาด

เมื่อโมเดลธุรกิจเริ่มเข้าที่บวกกับการตอบรับที่ดี แผนงานสเต็ปต่อไปของ Found & Found จึงถูกเซ็ตเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาให้ครบ 45 แห่ง (54 Point of sale) และดันให้ยอดขายต่อสาขาในระดับ Store Level มีกำไรเป็นบวก

พร้อมวางเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 ไว้ที่ 100% และเตรียมเร่งเครื่องโตต่อถึง 200% ในปี 2570 ซึ่งจะผลักดันให้แบรนด์ก้าวเข้าสู่ Top 5 ของตลาดให้ได้ ก่อนจะเตรียม “วิ่ง” สเกลอัพธุรกิจขนานใหญ่

โดยมีเป้าหมายระยะยาวคือการนำโมเดล Inclusive Growth ที่ OR เชี่ยวชาญมาใช้ นั่นก็คือการเปิดระบบ “แฟรนไชส์ (Franchise)”

แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและซัพพลายเชนให้แข็งแกร่งก่อน ถึงจะมีการเปิดให้ผู้ประกอบการหรือดีลเลอร์เข้ามาร่วมลงทุน

สุดท้ายแล้ว จิ๊กซอว์สำคัญที่จะทำให้แผนทั้งหมดสมบูรณ์แบบคือความพร้อมของระบบหลังบ้าน ซึ่งเชื่อมั่นว่าหากโครงสร้างต่างๆ ลงตัว สิ่งนี้จะเป็นสปริงบอร์ดชั้นดีที่ส่งให้ Found & Found ขยายสาขาได้ถึงระดับ 450 แห่ง

และขึ้นแท่นผู้นำในตลาด Health & Beauty Retail ของไทยได้สำเร็จภายในปี 2030 ตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้