เรื่องราวการปลุกปั้นแบรนด์สกินแคร์สัญชาติไทยอย่าง “MizuMi” (มิซึมิ) จากจุดเริ่มต้นที่ขายได้วันละ 2 หลอด สู่ธุรกิจระดับ 2,700 ล้านบาท อาจเป็น Success Story ที่หลายคนคุ้นเคย

แต่สิ่งที่น่าสนใจและท้าทายกว่าการสร้างแบรนด์จากศูนย์ คือคำถามที่ว่า เมื่อธุรกิจขยายสเกลมาถึงจุดนี้ ผู้บริหารมีวิธีคิดในการจัดทัพองค์กร และกล้าตัดสินใจในโปรเจกต์ที่มีความเสี่ยงมหาศาลอย่างไร

บนเวทีสัมมนา AIS presents WTF Festival ที่ผ่านมา “หนุ่ย-วริษฐา สืบพันธ์วงษ์” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอแห่ง Mizuhada Group ได้แชร์มุมมองการก้าวข้ามโหมด “เอาตัวรอด”

สู่โหมด “Scale Up” ซึ่งเต็มไปด้วยบทเรียนการบริหารคนและการตลาดที่เฉียบขาด

🔴 Culture องค์กรที่สร้างมาเพื่อแก้ Pain Point มนุษย์เงินเดือน

เมื่อองค์กรใหญ่ขึ้น สิ่งที่ CEO ต้องโฟกัสไม่ใช่การลงไปทำเองทุกอย่าง แต่คือการวางระบบและหา “The right people on the right job”

หนึ่งในรากฐานวัฒนธรรมองค์กรของ MizuMi ถูกออกแบบมาจากปมในใจ (Pain Point) สมัยที่คุณหนุ่ยยังเป็นมนุษย์เงินเดือน

เธอตระหนักดีว่าความอึดอัดที่สุดของคนทำงาน คือการอยู่ในระบบที่เต็มไปด้วยลำดับขั้น การที่ความคิดดีๆ ต้องถูกกรองผ่านหัวหน้า N+1, N+2 ทำให้ไอเดียใหม่ๆ มักจะถูกฆ่าทิ้งกลางทาง

MizuMi จึงถูกเซ็ตอัปให้เป็นองค์กรที่ “ประตูห้อง CEO เปิดตลอดเวลา” ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งไหน หากมีไอเดียหรือคำถาม สามารถเดินเข้ามาประกวดความคิดกันได้โดยตรง ไม่ต้องกลัวการข้ามหน้าเจ้านาย

ซึ่งวัฒนธรรมนี้เองที่หล่อหลอมให้ทีมงานกล้าคิด กล้านำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่นำไปสู่โปรเจกต์ระดับมาสเตอร์พีซในเวลาต่อมา

🔴 กฎ “ไฟเขียวเกินครึ่ง” สู่การเดิมพันซุปตาร์จีน

และโปรเจกต์มาสเตอร์พีซที่ว่านั้น ก็คือความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อแบรนด์อยากสร้างความ “ว้าว” ให้กับวงการบิวตี้ไทย ด้วยการมองข้ามกระแสซีรีส์เกาหลี แล้วเบนเข็มไปหาเป้าหมายที่ยากกว่าอย่าง “ซุปเปอร์สตาร์ชาวจีน”

แม้จะมีคำถามตัวโตๆ ว่า เราเป็นเพียง Local Brand ของไทย เขาจะยอมรับงานไหม และที่สำคัญคือ “เม็ดเงินลงทุนมหาศาล” ที่ทำให้ทีมงานต้องถกเถียงกันอย่างหนัก

แต่ในมุมของผู้บริหาร เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ คุณหนุ่ยใช้กรอบความคิดที่ว่า หากประเมินปัจจัยต่างๆ แล้ว “เป็นไฟเขียวเกินครึ่ง” ก็ลุยเลย ไม่ต้องรอให้พร้อม 100% แล้วค่อยทำ

เพราะสิ่งที่แบรนด์จะได้แน่ๆ คือ “การเรียนรู้” ดีกว่าปล่อยให้เป็นคำถามคาใจว่าทำแล้วจะเวิร์กหรือไม่

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หน้าที่ของทีมคือลงมือ Execute ให้เต็ม 100% ส่วนที่เหลือปล่อยให้เป็นเรื่องของจังหวะและดวง

🔴 “เฉิน เจ๋อหยวน” ผลลัพธ์ที่แลกมาด้วยหยาดน้ำตาและยอดขาย

ทว่าในหน้างานจริง การ Execute ให้ออกมาสมบูรณ์แบบนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเพียงแค่ก้าวแรกในการดึงตัว “เฉิน เจ๋อหยวน” พระเอกซุปตาร์จีนมาเป็นพรีเซนเตอร์คนแรกของแบรนด์ ก็ถือเป็นการทลายขีดจำกัดของทีมงานอย่างมาก

แถมการทำงานข้ามวัฒนธรรมกับเอเจนซี่จีนยังเต็มไปด้วยความ “ว้าวซ่า” และวิธีการทำงานที่ทีมงานไม่เคยเจอมาก่อน

แต่การเดิมพันครั้งนี้ก็ให้ผลลัพธ์ที่เกินคาด แคมเปญกวาด Eyeballs มหาศาลทั้งจากแฟนคลับชาวไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีนแผ่นดินใหญ่

โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ที่ภาพของพรีเซนเตอร์กลายเป็นไวรัลระดับประเทศ ดันชื่อ MizuMi ให้เป็นที่รู้จักในสเกลอินเตอร์ชั่วข้ามคืน

แน่นอนว่าเบื้องหลังภาพความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นี้ ต้องแลกมาด้วยความกดดันและการทำงานอย่างหนัก

จนกระทั่งในวันที่งานอีเวนต์เปิดตัวจบลง ทีมงานต่างกอดคอกันร้องไห้ ซึ่งไม่ใช่แค่เพราะแคมเปญผ่านไปได้ด้วยดี แต่มันคือความภาคภูมิใจที่ได้ “Making it happen”

และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า องค์กรแห่งนี้ได้ยกระดับ Professional Growth ของคนทำงานขึ้นไปอีกขั้น

เรื่องราวของ MizuMi ในเฟสนี้ จึงไม่ใช่แค่เคสของการทำสกินแคร์ให้ขายดี แต่เป็นบทเรียนของการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนกล้าคิด กล้าตัดสินใจ และกล้าลงมือทำสิ่งใหม่ๆ

เพราะในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน แบรนด์ที่กล้าออกจากเซฟโซน คือแบรนด์ที่จะเติบโตต่อไปได้อย่างไม่มีขีดจำกัด