เข้าฉายตามโรงเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับ The Mandalorian and Grogu หนัง Star Wars เรื่องล่าสุด
โดยปรากฏว่า ทำรายได้ในบ้านเกิด (สหรัฐฯ และแถบอเมริกาเหนือ) ช่วง 4 วันแรกของการเปิดตัวไป 102 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,328 ล้านบาท) ในช่วงวันหยุดยาว Memorial Day 4 วันของสหรัฐฯ และทำรายได้รวมทั่วโลกในสุดสัปดาห์แรกไป 165 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5,354 ล้านบาท)

แม้จะเป็นภาคต่อของซีรี่ส์ฮิตบนสตรีมมิ่ง แต่ The Mandalorian and Grogu ที่เล่าเรื่องราวของนักล่าค่าหัวสวมเกราะเหล็กกับสิ่งมีชีวิตตัวน้อยลักษณะคล้ายโยดาที่มาพร้อมพลัง กลับทำรายได้ต่ำกว่า Solo
Solo ทำรายได้ช่วงเปิดตัวในสหรัฐฯ และแถบอเมริกาเหนือไป 103 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,361 ล้านบาท) โดยหากปรับอัตราเงินเฟ้อเป็นค่าเงินปี 2026 จะสูงถึง 137 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4,470 ล้านบาท)
และทำรายได้เปิดตัวทั่วโลกไป 171 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5,580 ล้านบาท) ซึ่งถ้าเทียบกับอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันจะอยู่ที่ 227 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7,407 ล้านบาท)
สถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้ The Mandalorian and Grogu กลายเป็นหนัง Star Wars เปิดตัวต่ำสุดของ Disney เรื่องใหม่แทนที่ Solo
จุดที่ต่างกันของหนังสองเรื่องนี้คือ ทุนสร้าง โดยแม้ว่า Solo จะปิดรายได้รวมทั่วโลกไปที่ 393 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 12,824 ล้านบาท) แต่ถูกตราหน้าว่าเป็นภาพยนตร์ Star Wars ที่คว่ำเรื่องแรกเพราะทุนสร้างที่สูงลิ่วถึง 275 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8,974 ล้านบาท)
ในทางกลับกัน The Mandalorian and Grogu อาจยังสามารถทำกำไรได้อยู่ เพราะใช้ทุนสร้างที่สมเหตุสมผลมากกว่าที่ 165 ล้านดอลลาร์ แต่ถึงอย่างนั้น รายได้เปิดตัวของมันก็กลับดูน่าผิดหวังมาก
เดวิด กรอสส์ กูรูในวงการหนังอเมริกัน วิเคราะห์ว่า แม้รายได้ของหนังเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับบรรดาภาคหลักของ Star Wars แต่มันก็ยังเป็นตัวเลขที่สูง และนี่คือธรรมชาติของหนังภาคแยก
อย่างไรก็ตาม นี่อาจเป็นการย้ำถึงอาการเอียน Star Wars (Star Wars fatigue) ของคอหนังที่ยังคงอยู่ เพราะนี่คือภาพยนตร์ Star Wars เรื่องแรกที่ได้กลับมาฉายโรงนับตั้งแต่ The Rise of Skywalker เมื่อ 7 ปีก่อน
หลังจากที่ผู้บริหารของ Disney สั่งเบรกโปรเจกต์ภาพยนตร์ทั้งหมดไป เนื่องจากตระหนักว่าผลักดันหนังออกมาถี่และมากเกินไป ซึ่งก็เป็นปัญหาเดียวกับอาการเอียนคอนเทนต์กลุ่มซูเปอร์ฮีโร่จาก Marvel ค่ายคอนเทนต์ดังใต้ชายคา Disney ก่อนหน้านี้
ด้านสื่อบันเทิงในสหรัฐฯ รายงานว่า Disney ยังคงเชื่อมั่นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะยืนระยะได้ดีในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป เนื่องจากได้รับคะแนนรีวิวจากฝั่งผู้ชมในเชิงบวกอย่างมาก แม้ว่ากระแสวิจารณ์จากนักวิจารณ์จะค่อนข้างเงียบเหงาก็ตาม
ขณะที่ The Hollywood Reporter ระบุว่า Disney หวังจะใช้หนังเรื่องนี้เป็นตัวกระตุ้ยให้ผู้ชมไปอุดหนุนสินค้าอื่น ๆ ของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นสินค้าลิขสิทธิ์, สวนสนุก และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Disney+
โดยปัจจุบัน The Mandalorian ถือเป็นซีรี่ส์ออริจินัลที่มีผู้ชมมากที่สุดบน Disney+ และของเล่น Grogu มียอดขายทะลุกว่า 13 ล้านชิ้นไปแล้วนับตั้งแต่ซีรี่ส์เปิดตัวในปี 2019

ทั้งนี้คอนเทนต์กลุ่ม Star Wars เปิดตัวครั้งแรกด้วยหนังชื่อเดียวกันเมื่อปี 1977 และเป็นหนึ่งในหนังภาคต่อเรื่องดังสุดและทำเงินสูงสุดตลอดกาลด้วยตัวเลขรายได้สูงทะลุ 10,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 326,000 ล้านบาท)
หลังจากนั้นในปี 2012 Disney ก็ซื้อกิจการของ Lucasfilm ทำให้ได้ครองคอนเทนต์ Star Wars ทั้งหมด ซึ่งต่อมาก็ต่อยอดเรื่องราวสู่อนิเมชันและซีรีส์ภาคต่อใน Disney+ ซึ่งมีทั้งเรื่องที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและได้รับคำชมอย่าง The Mandalorian กับ Andor
กับซีรีส์ที่กระแสตอบรับไม่ดีนักอย่าง The Book of Boba Fett, Obi-Wan Kenobi และ The Acolyte
ส่วนหนัง Star Wars เรื่องต่อไปคือ Star Wars: Starfighter นำแสดงโดย ไรอัน กอสลิง มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เดือนพฤษภาคม 2027 หรือ 1 ปีเต็มจากนี้หลัง The Mandalorian and Grogu เข้าฉาย / theguardian
