ในโลกธุรกิจที่หมุนไวและเต็มไปด้วยการแข่งขัน หลายคนอาจรอให้ทุกอย่าง “พร้อมที่สุด” จึงค่อยเริ่มต้น
แต่สำหรับ “ธาม พิชิตสุรกิจ” นักธุรกิจหนุ่มเจเนอเรชันใหม่ เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ชุดฟอกฟันขาว White Lab (ไวท์แล็บ) บทเรียนราคาแพงของเขาเริ่มต้นจากความสูญเสีย
และนี่คือเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดผ่านเวทีสัมมนา AIS presents WTF Festival ณ สยามพารากอน ในหัวข้อ “โลกไม่ใหญ่เกินไปสำหรับคนใจถึง”
🔴 จุดเปลี่ยนชีวิต และหนี้ 30 ล้านในวัย 19
เมื่อพูดถึงนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย หลายคนมักติดภาพว่าพวกเขาต้องมีต้นทุนทางบ้านที่ดีคอยสนับสนุน
แต่ความจริงของ “ธาม พิชิตสุรกิจ” กลับเริ่มต้นจากจุดติดลบ ในวัยเพียง 19 ปี ครอบครัวแยกทางกัน เขาต้องออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่จากศูนย์ อาศัยอยู่บ้านญาติด้วยความรู้สึกที่ไม่เติมเต็ม
สภาวะที่บีบคั้นทำให้เขาตั้งเป้าว่าต้องมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมให้ได้ ความมุ่งมั่นนี้ผลักดันให้เขาเริ่มหารายได้จากการขายคอร์สออกกำลังกายออนไลน์ในช่วงโควิด-19 จนเริ่มตั้งตัวและมีรายได้แตะหลักแสนบาทต่อเดือน
ด้วยความเป็นเด็กที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและอยากเปลี่ยนชีวิตครอบครัวให้เร็วที่สุด เมื่อมีผู้ใหญ่มาชวนลงทุนทำถุงมือยาง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงมากในช่วงนั้น
เขาจึงตัดสินใจนำเงินเก็บทั้งหมด และขอยืมเงินญาติไปลงทุน รวมมูลค่าสูงถึง 30 ล้านบาท
แต่โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด โรงงานไม่มีสินค้าผลิตได้จริง กลายเป็นการถูกหลอกลวงครั้งใหญ่ เงินสูญเปล่า
และทิ้งหนี้ก้อนโตไว้ให้เด็กอายุ 19 ปี จนถึงขั้นต้องดรอปเรียนจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
🔴 เดิมพันครั้งใหม่ด้วยเงิน 150,000 บาท กับพลังของ “ความสม่ำเสมอ”
ในจุดที่หลายคนอาจยอมแพ้และกลับไปเรียนเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ตามระบบ “ธาม พิชิตสุรกิจ” กลับเลือกที่จะเดิมพันสู้อีกครั้ง
เขาตัดสินใจขอยืมเงินญาติอีก 150,000 บาท เป็นทุนก้อนสุดท้าย เพื่อลุยตลาดออนไลน์ที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้ว
โดยกลยุทธ์สำคัญที่พลิกฟื้นธุรกิจคือ “การไลฟ์สตรีม (Livestream)” บน TikTok ซึ่งในช่วงแรกที่ไม่มีคนดู เขายังคงไลฟ์อย่างต่อเนื่อง
เพราะเชื่อว่า “ความสม่ำเสมอมีค่ามากกว่าจำนวนคนดูที่เข้ามาแค่ครั้งเดียว” แม้มีคนดูเพียง 10 คน แต่ถ้าสามารถเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้ นั่นคือมูลค่ามหาศาล
ความพยายามเริ่มเห็นผลในเดือนที่ 2-3 ยอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดดจากเดือนละ 1 ล้านบาท ขยับเป็น 5 ล้าน 10 ล้าน 20 ล้าน
จนปัจจุบันเขามีทีมงานที่ช่วยไลฟ์สตรีมรวม 21 ชั่วโมงต่อวัน และสร้างยอดขายได้ถึง 40 ล้านบาทต่อเดือน
🔴 ทำธุรกิจให้เหมือนดูแลคนในครอบครัว
แน่นอนว่ายอดขายมหาศาลที่เกิดขึ้น คงเป็นไปไม่ได้หากพึ่งพาแค่ทักษะการไลฟ์เพียงอย่างเดียว เคล็ดลับความสำเร็จที่แท้จริงของ White Lab คือ “ตัวโปรดักต์” ที่แข็งแกร่งจนเกิดการซื้อซ้ำ (Repeat Purchase)
ซึ่งจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาหันมาโฟกัสเรื่องคุณภาพสินค้า เกิดจากความชื่นชอบส่วนตัวที่มีต่อผลิตภัณฑ์ฟอกฟันแบรนด์ Moon ของ Kendall Jenner แต่หาซื้อในไทยไม่ได้
เขาจึงตัดสินใจพัฒนาสินค้าขึ้นมาเอง โดยยึดหลักการที่ว่า “ต้องใช้เอง ชอบเอง และมองลูกค้าเป็นเหมือนคนในครอบครัว”
เมื่อตั้งโจทย์ว่าจะทำของให้คนในครอบครัวใช้ สินค้าทุกชิ้นจึงต้องคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด และจากหลักการนี้เอง แบรนด์จึงขยายไลน์สินค้าไปสู่กลุ่มอื่นๆ ด้วย เช่น
อาหารเสริมบำรุงสมอง หรือกัมมี่ช่วยนอนหลับ ซึ่งเกิดจากความตั้งใจที่อยากแก้ปัญหาสุขภาพให้ผู้สูงอายุ เหมือนที่เขาอยากดูแลคุณแม่ของตนนั่นเอง
🔴 กับดัก Perfectionist และรายละเอียดที่ห้ามมองข้าม
ซึ่งกว่าจะปั้นธุรกิจให้เติบโตมาถึงจุดนี้ได้ บทเรียนสำคัญที่ “ธาม พิชิตสุรกิจ” ได้เรียนรู้คือ การหลีกเลี่ยงกับดักความสมบูรณ์แบบ หรือการเป็น “Perfectionist” เพราะนั่นคือเหตุผลหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่ “ไม่ยอมลงมือทำ”
“การทำธุรกิจมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวอยู่แล้ว การมัวแต่รอจะทำให้เสียโอกาส สิ่งที่ถูกต้องคือ เริ่มทำไปก่อน แล้วค่อยไปแก้ปัญหาเอาข้างหน้า (Along the way)”
อย่างไรก็ตาม การไม่ยึดติดความสมบูรณ์แบบ ไม่ได้แปลว่าให้ละทิ้งความละเอียด “ธาม พิชิตสุรกิจ” เน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการต้องมองเห็นทั้งภาพใหญ่และภาพเล็ก
แม้ธุรกิจจะโตขึ้น แต่เขายังคงหมกมุ่นกับการเสิร์ชดูโซเชียลมีเดียทุกวัน เพื่อดูฟีดแบ็กของแบรนด์ตนเองและคู่แข่ง
หากเจอคอมเมนต์เชิงลบแม้เพียงนิดเดียว จะรีบให้ทีมงานจัดการทันที เพราะในยุคนี้ ชื่อเสียงที่สร้างมาอย่างยากลำบาก อาจถูกทำลายลงได้อย่างรวดเร็ว
🔴 กฎ 80% ของการบริหารคน และการรับมือกับอาการ Burnout
แม้งานหลังบ้านและการใส่ใจรายละเอียดจะสำคัญ แต่เมื่อธุรกิจขยายตัวจนถึงจุดหนึ่ง การเหมาทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่ตอบแชต แพ็กของ ไปจนถึงยืนไลฟ์วันละ 20 ชั่วโมง ย่อมกลายเป็นข้อจำกัดในการเติบโต
“ธาม พิชิตสุรกิจ” จึงเรียนรู้ที่จะ Delegate หรือการกระจายและมอบหมายงาน โดยใช้กฎง่ายๆ คือ “ถ้ามีคนทำแทนได้ 80% ของผลลัพธ์ที่เราทำ ให้ส่งต่องานนั้นทันที” เพื่อดึงตัวเองออกมาดูภาพรวมและขยายธุรกิจ
และเมื่อต้องกระจายงานให้คนอื่นทำ ความท้าทายที่ตามมาคือ “การบริหารคน” โดยเฉพาะการดูแลทีมงานคนรุ่นใหม่วัยใกล้เคียงกัน ที่มักเผชิญกับภาวะหมดไฟ (Burnout) ง่าย
ซึ่งเขาพบว่าความเหนื่อยล้าเหล่านี้ ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความคาดหวัง (Expectation) ที่ตั้งไว้สูงแล้วทำไม่ได้ตามเป้า”
เพราะวันไหนที่ยอดขายดี แม้ต้องไลฟ์ 20 ชั่วโมง ทีมงานก็ไม่รู้สึกเหนื่อย
ดังนั้น การสื่อสารและบริหารความคาดหวังให้เหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ทีมอยู่รอดและมีพลัง
🔴 เป้าหมายที่ใหญ่กว่าข้อจำกัด และพลังของ Willpower
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของการตั้งเป้าหมาย (Mindset) “ธาม พิชิตสุรกิจ” มองว่าเราควรวางความฝันให้สูงกว่าที่ตัวเองคิดไว้
เพราะเมื่อตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และท้าทายมากพอ ความคิดจะบังคับให้สมองหาวิธีการใหม่ๆ นอกกรอบเดิม เหมือนการตั้งเป้าหมายรายได้จาก 1 แสนบาทเป็น 10 ล้านบาท ที่จะบีบให้เราต้องหาวิธีการทำงานที่เปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ
ท้ายที่สุดแล้วเป้าหมายที่ใหญ่จะไม่มีทางเกิดขึ้นจริงได้เลย หากขาดการลงมือทำ “แค่ลงมือทำ อย่าคิดเยอะ” คือข้อคิดทิ้งท้ายจาก “ธาม พิชิตสุรกิจ” ที่ฝากถึงทุกคนที่มีความฝัน
เพราะการคิดกังวลล่วงหน้าไม่ได้ช่วยสร้างมูลค่าให้ธุรกิจ แต่การยอมเจ็บ ยอมล้ม แล้วเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาหน้างานต่างหากคือของจริง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว โอกาสไม่เคยใหญ่เกินไป สำหรับคนที่กล้าตัดสินใจและลงมือทำ
