เป็นอีกครั้งที่วงการสื่อสารมวลชนต้องสูญเสียคนสำคัญผู้มาสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยครั้งนี้ผู้ที่จากไปคือ เท็ด เทอร์เนอร์ ผู้ก่อตั้ง CNN (ซีเอ็นเอ็น)

เท็ด เทอร์เนอร์ เกิดเมื่อ 19 พฤศจิกายน 1938 โดยเป็นลูกคนโตในครอบครัวที่ประกอบกิจการป้ายโฆษณารายใหญ่ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ แม้เป็นลูกคนโตและลูกชาย แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อกลับไม่ดีนัก 

ความสัมพันธ์ระหว่างเท็ด เทอร์เนอร์กับพ่อแย่ลงไปอีกหลังเขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในคณะที่ขัดต่อความต้องการของพ่อ และยังถูกไล่ออกก่อนใกล้จะเรียนจบ 

ทว่า เท็ด เทอร์เนอร์ ก็มีเซนส์ด้านธุรกิจและความสามารถด้านการบริหาร ซึ่งแสดงออกมาผ่านการพลิกวิกฤตให้สาขาหนึ่งของบริษัทของครอบครัวกลับมาทำกำไรในเวลาไม่กี่ปี 

ปี 1963 เท็ด เทอร์เนอร์ ในวัยเพียง 24 ปี ต้องขึ้นมาเป็นซีอีโอบริษัทครอบครัวอย่างเต็มตัวแบบกะทันหันหลังพ่อฆ่าตัวตาย เพราะปัญหาธุรกิจ ซึ่งเขาก็แสดงความสามารถให้เห็นได้อีกหลายปีต่อมา ด้วยการขยายกิจการของครอบครัว และรุกสู่วงการวิทยุกับวงการโทรทัศน์ 

ปลายยุค 70 เท็ด เทอร์เนอร์ ได้รับการติดต่อจาก รีส สคอนเฟลด์ ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ถึงความเป็นไปในการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ที่เน้นรายการข่าวผ่านเทคโนโลยีการส่งสัญญาณดาวเทียมซึ่งช่วยให้รายงานแบบถ่ายทอดสดได้ 

18 นาฬิกาตรงของวันที่ 1 กรกฎาคม 1980 สถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ของสหรัฐฯ ที่มีแต่รายการข่าวตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้ชื่อซีเอ็นเอ็น ที่ย่อมาจาก Cable News Network ก็ประเดิมออกอากาศ

ช่วงแรกซีเอ็นเอ็นต้องเผชิญทั้งการดูถูกและล้อเลียน ว่าเป็นสถานีโทรทัศน์ขนาดเล็ก ยังไม่มีความเป็นมืออาชีพ เน้นข่าวด่วน และเข้าใจง่าย แต่ไม่ลงลึก จนที่สุดก็คงปิดตัวไป ไม่ต่างจากการกิน ก๋วยเตี๋ยวไก่ จนถูกล้อเลียนเรื่องชื่อว่าย่อมาจาก Chicken Noodle Network 

ทว่าซีเอ็นเอ็นก็มุ่งมั่นรายงานข่าวด้วยพลังการถ่ายทอดสดและพิสูจน์ให้เห็นว่าคำดูถูกต่างๆ นานานั้นไม่เป็นความจริง 

ซีเอ็นเอ็นลบคำสบประมาทได้สำเร็จและเริ่มสร้างชื่อเสียงจากการถ่ายทอดสดการปล่อยกระสวยอวกาศชาลเลนเจอร์ในปี 1986 

โดยจากความตั้งใจเดิมที่อยากให้เห็นถึงความก้าวหน้าในกิจการด้านอวกาศ กลับกลายเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่จบลงด้วยโศกนาฏกรรม เพราะเกิดการระเบิดกลางอากาศและนักบินอวกาศทั้งหมดเสียชีวิต 

ต่อมาในยุค 90 ซีเอ็นเอ็นได้เข้าสู่ยุคทอง โดยได้รายงานสดปฏิบัติการพายุทะเลทรายของกองทัพสหรัฐฯ ในสงครามอ่าวเปอร์เซีย ได้ก่อน 3 สถานีโทรทัศน์ใหญ่ของสหรัฐฯ ขณะนั้นอย่าง เอ็นบีซี ซีบีเอส และ เอบีซี 

ยุค 90 ยังถือเป็นขาขึ้นทางธุรกิจของ เท็ด เทอร์เนอร์ โดยเขาได้ขยายกิจการโทรทัศน์ด้วยการก่อตั้ง การ์ตูน เน็ตเวิร์ก ที่เน้นการ์ตูนเอาใจเด็กๆ และ ทีซีเอ็ม ที่เน้นหนังอเมริกันคลาสสิก เอาใจผู้ใหญ่ 

การขยายธุรกิจของ เท็ด เทอร์เนอร์ ไม่หยุดแค่วงการโทรทัศน์ แต่ยังข้ามไปวงการหนังอีกด้วย โดยเขาได้เข้าซื้อกิจการของ คาสเซิล ร็อค เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และ นิวไลน์ ซีเนม่า 

ครึ่งหลังของยุค 90 กิจการของ เท็ด เทอร์เนอร์ ใต้ชายคา ทีบีเอส เพิ่มขึ้นโดยครอบคลุมทั้งสถานีโทรทัศน์เน้นข่าว หนัง และอินเทอร์เน็ต 

ทว่าเขาก็ได้ขายกิจการให้ ไทม์ วอร์เนอร์ ผ่านดีลยักษ์มูลค่า 7,500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 242,000 ล้านบาทตามค่าเงินปัจจุบัน) ดีลนี้เพิ่มความมั่งคั่งให้ เท็ด เทอร์เนอร์ จนขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีลำดับต้นๆ ของสหรัฐฯ 

จากนั้นแม้ เท็ด เทอร์เนอร์ ลดบทบาทลง แต่ก็ยังปรากฏตัวตามสื่ออยู่เป็นระยะ และแสดงทัศนะต่อเหตุการณ์สำคัญๆ โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองสหรัฐฯ อยู่เสมอ 

ด้านชีวิตส่วนตัวและครอบครัว เท็ด เทอร์เนอร์ แต่งงาน 3 ครั้งมีลูก 5 คน หลาน 14 คน และ เหลน 2 คน โดยชีวิตสมรสที่ถูกจับตามองสุด คือช่วงที่ครองรักกับ เจน ฟอนดา นักแสดงหญิงคนดังระหว่างปี 1991 ถึง 2001 แม้ทั้งคู่ไม่มีลูกด้วยกันก็ตาม 

ส่วนในเรื่องคู่แข่งทางธุรกิจ เป็นที่รู้กันในวงการสื่อว่า เท็ด เทอร์เนอร์ ไม่ถูกกับ รูเพิร์ด เมอร์ดอก ผู้ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ ฟอกซ์ นิวส์ ที่ยุคหนึ่งขยับขยายจนเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมบันเทิง โดยจากความไม่ลงรอยกัน เท็ด เทอร์เนอร์ ถึงขั้นท้าต่อยกับคู่ปรับรายนี้ถึง 2 ครั้ง 

ช่วงท้ายๆ ของชีวิต เท็ด เทอร์เนอร์ สุขภาพแย่ลงจากอาการป่วยของโรคสมองเสื่อมมาตั้งแต่ปี 2018 ที่ยังส่งผลให้ร่างกายเคลื่อนไหวไม่ปกติคล้ายโรคพาร์กินสันอีกด้วย 

6 พฤษภาคม 2026 เท็ด เทอร์เนอร์ จากไปอย่างสงบด้วยวัย 87 ปี แต่โลกจะจดจำเขาตลอดไปในฐานะ เจ้าพ่อวงการสื่อผู้ก่อตั้งซีเอ็นเอ็น / biography, theguardian, wikipedia