43 ปีสำหรับคนคนหนึ่งคือช่วงที่สั่งสมประสบการณ์ทั้งชีวิตและการทำงานมานานจนใกล้เข้าสู่วัยกลางคน ขณะเดียวกันก็ต้องเริ่มวางแผนช่วงเกษียณได้แล้ว

ส่วน 43 ปีสำหรับบริษัทคือหลักไมล์แสดงถึงการเป็นบริษัทที่อยู่ข้ามยุคสมัยมาได้นานเกือบครึ่งศตวรรษ โดยถ้าเป็นบริษัทสื่อ สำนักข่าวหรือสถานีโทรทัศน์ ต้องผ่านเหตุการณ์ระดับโลกมาแล้วมากมาย และบางเหตุการณ์อาจสำคัญ เพราะจุดเปลี่ยนของตัวองค์กรเองด้วย

เหมือน CNN ที่อยู่มาแล้ว 43 ปี โดย 10 ปีแรกคอนเซ็ปต์ดันข่าวให้เป็นดาวเด่นด้วยการรายงานข่าวตลอด 24 ชั่วโมง ยังคงใหม่และกระแสตอบรับยังไม่ดีเท่าที่ควร

แต่ต้นปี 1991 จุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึง โดย CNN คือสถานีโทรทัศน์แห่งแรกที่รายงานสดสงครามอ่าวเปอร์เซียตั้งแต่เริ่มต้น จนดังไปทั่วโลก

มาปัจจุบัน CNN ตกเป็นข่าวเสียเอง เพราะยังอยู่ในช่วงฝ่าวิกฤตและเพิ่งได้ซีอีโอคนใหม่มากู้สถานการณ์

Ted Turner

CNN เริ่มเป็นรูปเป็นร่างช่วงปลายยุค 70 หลัง Ted Turner เคลียร์ปัญหาเรื่องสัญญาณดาวเทียมได้ จนสามารถเปิดสถานีโทรทัศน์ภายใต้คอนเซ็ปต์ สถานีโทรทัศน์ที่รายงานข่าวตลอด 24 ชั่วโมง และจะรายงานสดเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญตามที่ตั้งใจไว้

สถานีโทรทัศน์แห่งนี้ที่ย่อมาจาก Cable News Network ประเดิมออกอากาศเมื่อ 18 นาฬิกาตรง 1 กรกฎาคม 1980 (ตามเวลาในสหรัฐฯ) โดยจากนั้นก็มุ่งรายงานเหตุการณ์สดแต่ก็ยังทำได้ไม่ดีนักเพราะยังมีปัญหาด้านเทคนิค

ปี 1986 เริ่มเป็นที่รู้จักจากการเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งเดียวในสหรัฐฯ ที่ถ่ายทอดสดการปล่อยกระสวยอวกาศ Challenger แต่กลับกลายเป็นเหตุการณ์ช็อกโลก เพราะเกิดการระเบิดกลางอากาศและนักบินอวกาศทั้งหมดเสียชีวิต

ยุค 80 นอกจาก CNN เน้นรายงานเหตุการณ์สด เช่น เหตุการณ์ช่วยเหลือหนูน้อย Jessica McClure นาน 58 ชั่วโมงเพื่อชี้ให้ถึงพลังของการถ่ายทอดสดแบบเกาะติด ซึ่งประสบความสำเร็จ

และทำให้สถานีดังยิ่งขึ้นขนาดที่ Ronald Reagan ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขณะนั้นต้องกล่าวถึงแล้ว CNN ยังเพิ่มรายการ Talkshow สัมภาษณ์คนดังอย่าง Larry King Live ที่อยู่ต่อมาอีกหลายปีจนเป็นตำนานของสถานีอีกด้วย

ปี 1991 รายงานปฏิบัติการพายุทะเลทรายของกองทัพสหรัฐฯ ในอิรัก จากโรงแรมพร้อมภาพสดของการยิงจรวดและการระเบิด การเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ CNN ดังไปทั่วโลก และยังเป็นรายงานสดได้ก่อน NBC CBS และ ABC 3 สถานีใหญ่ของสหรัฐฯ ขณะนั้น   

ยุค 90 CNN ยังผลักดันเรื่องการรายงานเหตุการณ์สด โดยเฉพาะสงครามต่าง ๆ เช่น สงครามในโซมาเลีย และสงครามบอสเนียมากยิ่งขึ้น จนเกิดเป็น CNN Effect ที่ใช้เรียกพลังการถ่ายทอดเหตุการณ์สดของสถานีโทรทัศน์ ซึ่งในวงการสื่อต่อยอดไปสู่การศึกษาและวิเคราะห์ 

แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายและบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งของรัฐบาลสหรัฐฯ ช่วงปลายสงครามเย็น

ยุค 90 ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ CNN Interactive ที่ต่อมาพัฒนาเป็น cnn.com เว็บไซต์ข่าวที่ได้รับความนิยมมากสุดในโลกอีกด้วย  

จากนั้น CNN ก็ขยายไปเปิดศูนย์ข่าวในประเทศต่าง ๆ ทั้งยุโรป เอเชีย และแอฟริกา จึงไม่เคยพลาดเหตุการณ์ดังระดับโลก และสามารถรายงานแบบถ่ายทอดสดได้อยู่เสมอ

พอปี 2001 CNN ก็กลับมาดังอีกครั้งจากการรายงานสดเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน หรือ 9/11 ในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม นับจากปี 2010 เป็นต้นมา CNN ต้องปรับตัวอย่างหนัก เพราะพฤติกรรมการเสพข่าวของคนทั่วโลกเปลี่ยนไป โดยผู้คนเปลี่ยนไปดูข่าวสารความเคลื่อนไหวผ่าน Mobile device และ Social media กันมากขึ้น

สวนทางกับความนิยมใน Cable TV ที่ลดลง จนกล่าวได้ว่า วงการสื่อและข่าวเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (Disrupt) เข้าเสียเอง

แม้จากนั้น CNN ประคองตัวผ่านมาได้แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าสถานการณ์ดีขึ้นถึงขนาดสู้สื่อออนไลน์และสื่อโซเชียลได้

ปี 2022 สถานการณ์ของ CNN แย่ลงไปอีก หลังแอปข่าว CNN+ ต้องปิดไม่นานหลังเปิดตัว เพราะยอดผู้ใช้ต่ำมาก นำมาสู่การปลดพนักงานนับร้อยเพื่อชดเชยความเสียหาย

Chris Licht

ส่วนในฝั่งบริหารก็แย่พอกัน โดย Chris Licht พ้นเก้าอี้ซีอีโอทั้งจากเรื่อง CNN+ เรตติ้งแพ้ MSNBC และพฤติกรรมส่วนตัวที่ไม่เหมาะสม

CNN กู้สถานการณ์ด้วยการให้ 4 เบอร์ใหญ่ของสถานี หรือ The Quad ที่ประกอบไปด้วย Amy Entelis หัวหน้าฝ่ายรวบรวมข้อมูล Virginia  Moseley หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล Eric Sherling หัวหน้าฝ่ายผังรายการและ David Leavey เวียนขึ้นมาเป็นซีอีโอรักษาการ ไปพร้อมหาเจ้าของเก้าอี้ซีอีโอคนใหม่

Mark Thompson

ที่สุด 30 สิงหาคมที่ผ่านมา CNN ก็ได้ตัว Mark Thompson อดีตหัวเรือใหญ่ BBC และ Channel 4 ที่ย้ายไปคุม The New York Times แล้วเปลี่ยนให้ปีกออนไลน์รุ่งได้สำเร็จในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์แพ้สื่อออนไลน์ มาเป็นซีอีโอคนใหม่

จากประสบการณ์และความสำเร็จที่ผ่านมา CNN จึงฝากความหวังไว้กับ Mark Thompson อย่างมาก ซึ่งเขาก็รู้ตัวดี และยอมรับว่าเป็นงานที่ท้าทายมาก

ความท้าทายที่รอให้ Mark Thompson ได้พิสูจน์ฝีมือ ไม่ได้มีแต่การกู้วิกฤตและยกเครื่อง CNN เท่านั้น แต่ยังมีการปั้น CNN Max แอปข่าวใหม่ที่หวังแก้ตัวจาก CNN+

Donald Trump

และการรายงานข่าวเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2024 ซึ่งหนึ่งในผู้ลงสมัคร คือ Donald Trump อดีตประธานาธิบดี มหาเศรษฐีคนดังและศัตรูตัวฉกาจของ CNN ด้วย/theguardian, independent, wikipedia, cnn, hollywoodreporter



ติดตาม Marketeer ได้หลากหลายรูปแบบ

.
Marketeer ฉบับดิจิทัล : อ่านบน Ookbee / อ่านบน meb
.
Marketeer ฉบับ PDF : https://marketeermagazine.com/
.
Marketeer ฉบับกระดาษ : สั่งซื้อทางไปรษณีย์ Inbox มาที่ เพจ Marketeer Online