ร้านอาหารกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เผชิญปัญหาจนต้องปิดกิจการไปมากสุดของญี่ปุ่นยุคนี้ โดยล่าสุดลามมาถึงกลุ่มร้านอิซากายะแล้ว
อิซากายะ เริ่มมีให้เห็นครั้งแรก ๆ ในปี 1603 หรือต้นยุคเอโดะซึ่งญี่ปุ่นมีความสงบและเป็นปึกแผ่นหลังสิ้นยุคเซนโกกุ ที่เต็มไปด้วยการรบราฆ่าฟันกันเองของกลุ่มต่างๆ โดยเมื่อประเทศสงบเศรษฐกิจและการค้าขายจึงกลับมาคึกคัก
ณ ช่วงเวลาดังกล่าว ร้านสาเกจึงต่างพากันกลับมาเปิด ทว่าขณะเดียวกันการแข่งขันก็เป็นไปอย่างดุเดือด
ดังนั้นร้านสาเกแต่ละร้านจึงต้องทำทุกทางเพื่อดึงลูกค้าให้เข้าร้าน ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้คือ ชุดโต๊ะ-เก้าอี้เล็กพร้อมกับแกล้มง่าย ๆ กินคู่กับการจิบสาเก เพื่อกระตุ้นยอดขาย

ต่อมาในปี 1868 ซึ่งตรงกับยุคเมจิที่ญี่ปุ่นมีการปฏิรูปประเทศ ธุรกิจต่างๆ จึงมีการพัฒนาต่อยอดหรือเกิดเป็นธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นมา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีร้านอิซากายะรวมอยู่ด้วย
ชุดโต๊ะ-เก้าอี้เล็กพร้อมกับแกล้มง่าย ๆ พัฒนากลายมาเป็นร้านที่ขายอาหารคู่กับเครื่องดื่ม โดยที่เมนูอาหารก็เพิ่มทั้งจำนวนและความหลากหลาย ซึ่งต่อมาจะกลายมาเป็นต้นแบบของร้านอิซากายะในปัจจุบัน
ข้ามมาในปี 1946 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ญี่ปุ่นในฐานะประเทศที่แพ้สงครามก็เดินหน้าฟื้นฟูประเทศ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งของร้านอิซากายะ
โดยการกินอาหารของชาวญี่ปุ่นขณะนั้น เน้นไปที่วัตถุดิบราคาถูก ซื้อหาได้ง่าย และทำได้ง่าย เพราะเศรษฐกิจประเทศเพิ่งฟื้น ดังนั้นอาหารราคาแพงจึงเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม
เมื่อเป็นเช่นนี้ ร้านอิซากายะจึงนำเนื้อสัตว์และผักที่พอหาได้ มาเสียบไม้ย่างขายให้ลูกค้า โดยเมนูเหล่านี้เป็นหนึ่งในความสุขแบบเรียบง่ายและเข้าถึงได้ของชาวญี่ปุ่นที่เพิ่งฟื้นหลังยุคสงคราม และต่อมาจะกลายเป็นเมนูที่ขาดไม่ได้ของร้านอิซากายะ
ถัดจากนั้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จนกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งในยุค 80 ถึงขนาดที่ทั้งโลกต้องกลับมาเหลียวมอง
กำลังหลักที่ช่วยผลักดันพัฒนาเศรษฐกิจญี่ปุ่นช่วงนั้นคือเหล่าพนักงานบริษัทกินเงินเดือนที่ทำงานกันจนดึกดื่นที่เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่าซาลารี่มัง ซึ่งก็ทับศัพท์มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Salaryman
เมื่อต้องทำงานกันจนดึกดื่น เหล่าซาลารี่มัง จึงต้องการที่พักผ่อนคลายความเหนื่อยล้าและเลี้ยงสังสรรค์กันหลังเลิกงาน ซึ่งที่ฮิตสุดก็คือบรรดาร้านอิซากายะนั่นเอง

โดยนี่นอกจากจะทำให้ร้านอิซากายะเพิ่มขึ้นอย่างมากในยุคนี้แล้ว ยังทำให้ร้านอิซากายะถูกเชื่อมโยงเข้ากับวัฒนธรรมการทำงานของชาวญี่ปุ่นอีกด้วย และในเวลาต่อมาร้านอิซากายะ ก็เป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ของญี่ปุ่นที่คนทั่วโลกรู้จัก
อย่างไรก็ตาม ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ธุรกิจร้านอิซากายะต้องเผชิญกับมรสุม จากทั้งวัตถุดิบในการทำเมนูแพงขึ้น และพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่กินดื่มสังสรรค์หลังเลิกงานกันน้อยลง เพราะเห็นว่าไม่ดีต่อสุขภาพ
นอกจากนี้ยังมีเมนูมากเกินไปจนลูกค้ารุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกไม่ถูก ทำให้ทั้งสองกลุ่มที่อยากลดเวลาในการกิน หันไปกินมื้อค่ำในร้านที่มีเมนูเลือกได้ง่ายจากอาหารจำลองที่โชว์อยู่หน้าร้านแทน
จากปัญหาดังกล่าวทำให้ร้านอิซากายะในญี่ปุ่นที่ต้องปิดกิจการมีมากขึ้น โดยตามข้อมูลของ โตเกียว โชโก รีเสิร์ช ระบุว่า ร้านประเภทนี้ที่ยอดขายตกและมีหนี้ท่วมจนต้องปิดไป ระหว่างมกราคมถึงเมษายนที่ผ่านมา อยู่ 88 ร้าน
เพิ่มขึ้น 54% จากกรอบเวลานี้ของปี 2025 มากเป็นสถิติใหม่นับจากมีการเก็บรวบรวมครั้งแรกเมื่อปี 1989 หรือเมื่อ 37 ปีก่อน
ทางแก้ที่พอมีให้เห็นแล้วของบางร้านคือ ลดขนาดชิ้นของอาหารและส่วนผสมเพื่อดึงราคาให้ถูกลง หรือประกาศตัวว่าเป็นร้านที่ไม่รับคนอายุ 40 ขึ้นไปเพื่อดึงลูกค้ากลุ่ม Gen Z เข้าร้าน
อย่างไรก็ตามยังต้องจับตาดูกันต่อไปว่า วิธีการเหล่านี้จะช่วยให้ร้านอิซากายะที่อยู่คู่สังคมและวัฒนธรรมการกินดื่มของญี่ปุ่นมากว่า 400 ปี ฟื้นกลับมาได้หรือไม่

ทั้งนี้ การปิดตัวมากเป็นสถิติใหม่ของร้านอิซากายะ มีขึ้นท่ามกลางขาลงของร้านอีกแบบในธุรกิจร้านอาหาร โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ร้านข้าวแกงกะหรี่แบบญี่ปุ่นในญี่ปุ่น ที่ต้องปิดตัวไปมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว / japantoday, wikipedia, izakayaraku
