เคยสังเกตไหมว่าพักหลังมานี้ นาฬิกาเรือนใหญ่ๆ บนข้อมือของผู้คนเริ่มหายไป และถูกแทนที่ด้วยนาฬิกาเรือนจิ๋วหน้าตาคลาสสิก
ภาพนี้สวนทางกับช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง เพราะตอนนั้นตลาดนาฬิกาหรูมักจะเน้นค่านิยมแบบ “ยิ่งใหญ่ ยิ่งดี” นาฬิกาสปอร์ตเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42 มิลลิเมตรขึ้นไป คือภาพจำของความสำเร็จและตัวแทนของสถานะทางสังคม
ยิ่งช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ราคาหน้าป้ายและราคาตลาดก็พุ่งกระฉูดจนคนแห่ซื้อมาปั่นราคากันหวังรวยรวดเร็ว แต่พอสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ตลาดก็เจอกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
ผู้บริโภคหลักที่เข้ามาเขียนกฎเกณฑ์ใหม่คือกลุ่ม Gen Z และผู้หญิงวัย 20-30 ต้นๆ ที่หันมาเทใจให้กับ “นาฬิกาคุณยาย” (Grandma Watches) หรือนาฬิกาไซส์มินิที่มีขนาดหน้าปัดเล็กกว่า 34 มิลลิเมตร
ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่กระแสแฟชั่นชั่วข้ามคืน แต่คือการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมและธุรกิจที่น่าจับตามอง
คำถามคือทำไม “นาฬิกาไซส์จิ๋ว” ถึงครองใจคนรุ่นใหม่
เหตุผลหลักคือคนยุคนี้ไม่ได้มองนาฬิกาเป็นแค่อุปกรณ์ดูเวลา แต่มันคือเครื่องประดับชิ้นเก่งที่ให้ความรู้สึกเรียบหรู ใส่เข้าชุดง่าย และที่สำคัญคือเอามาใส่ซ้อนกับสร้อยข้อมือเส้นโปรดได้พอดีเป๊ะ
ยิ่งไปกว่านั้น ค่านิยมเรื่องแฟชั่นเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้จำกัดเรื่องเพศอีกต่อไป นาฬิกาเรือนเล็กที่สมัยก่อนมักถูกมองว่าเป็นของสุภาพสตรี ตอนนี้กลายเป็นไอเทมสุดคูลที่ใครๆ ก็หยิบมาใส่ได้
ดังนั้น เราเลยได้เห็นคนดังระดับโลกอย่าง Timothée Chalamet (นักแสดงเรื่อง Dune) สวม Cartier Panthère เรือนบางเฉียบ Bad Bunny กับ Patek Philippe Ellipse ไซส์มินิ
หรือฝั่งผู้หญิงอย่าง Serena Williams และ Hailey Bieber ที่เลือก Audemars Piguet เรือนจิ๋วใส่ออกงานกันเป็นเรื่องปกติ
Cartier ผู้คว้าชัยจนถูกเรียกว่า “Rolex ของ Gen Z”
จากกระแสดังกล่าว แบรนด์ที่รับอานิสงส์ไปเต็มๆ จนเกิดเป็นภาพจำใหม่ก็คือ Cartier ข้อมูลจากรายงานแฟชั่นประจำปีของแพลตฟอร์มสินค้าแบรนด์เนมมือสองระดับโลกอย่าง The RealReal ระบุว่า
ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนยอดซื้อ Cartier ในกลุ่ม Gen Z เติบโตขึ้นกว่า 4 เท่าตัว จนหลายคนยกให้แบรนด์นี้เป็นเหมือน Rolex ของคนยุคใหม่
ความสำเร็จนี้มาจากงานดีไซน์ที่ดูโดดเด่นทันทีบนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Tank หรือ Panthère แค่ไถฟีดผ่านตาบน TikTok ก็สัมผัสได้ถึงความคลาสสิก
บวกกับสตอรี่ของแบรนด์ที่เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึก ทำให้ Cartier ไม่ต้องเน้นโชว์โลโก้ใหญ่ๆ แต่ก็แทรกซึมเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของ Gen Z ได้แบบเนียนๆ
การขยับตัวของ Rolex และบิ๊กเนมในอุตสาหกรรม
พอเห็นวัยรุ่นเริ่มอินกับนาฬิกาไซส์นี้ แบรนด์ระดับตำนานเจ้าอื่นๆ ก็อยู่นิ่งไม่ได้ ล่าสุด Rolex เองก็ลงมาลุยตลาดนี้ด้วยการเปิดตัว Oyster Perpetual รุ่นใหม่ในขนาด 28 มม. และ 34 มม.
โดยเฉพาะรุ่นทองคำ 18 กะรัต หน้าปัดหินสีเขียว ขนาด 28 มม. ที่เรียกเสียงฮือฮาไปพอสมควร เป็นการตอกย้ำว่าแม้แต่เจ้าตลาดก็ยังต้องปรับตัวตามความต้องการที่เปลี่ยนไป
ขณะเดียวกัน แบรนด์อย่าง Piaget, Dior หรือ Jaeger-LeCoultre ก็เริ่มนำดีไซน์วินเทจมาปัดฝุ่นใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น
ซึ่งเทรนด์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ของแพง แต่ยังลามไปถึงนาฬิกาหลักพันอย่าง Citizen ไปจนถึงระดับไฮเอนด์
ขุมทรัพย์ตลาดมือสอง (Pre-Owned Market)
นอกจากการปรับตัวของแบรนด์ใหญ่แล้ว อีกหนึ่งแรงส่งที่ทำให้เทรนด์นาฬิกาไซส์เล็กบูมจัดๆ คือความคึกคักของตลาดมือสอง
คนรุ่นใหม่สนุกกับการเดินตามหานาฬิกาวินเทจ หรือแม้แต่ไปรื้อกล่องเครื่องประดับเก่าของคุณยายเพื่อหาไอเทมเก๋ๆ เอามาแมตช์กับเสื้อยืดกางเกงยีนส์แนวสตรีทได้อย่างมีสไตล์
โดย Eugene Tutunikov ซีอีโอของร้าน SwissWatchExpo เล่าว่า ตอนนี้ความต้องการนาฬิกาขนาดเล็กกว่า 30 มม. พุ่งสูงมาก
เพราะคนโหยหาความคลาสสิกสไตล์ยุค 80s-90s จนมีการคาดการณ์กันว่าตลาดนาฬิกามือสองระดับโลกอาจมีมูลค่าทะลุถึง 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2034
มากกว่าแฟชั่น แต่นี่คือจุดเปลี่ยนของวงการลักชูรี
ซึ่งจากเรื่องราวทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ปรากฏการณ์ “นาฬิกาคุณยาย” ไม่ใช่แค่การเอาของวินเทจมาปัดฝุ่นใหม่ แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดและสภาพเศรษฐกิจของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เพราะในยุคที่ความหรูหราถูกตีความใหม่ผ่านไลฟ์สไตล์ สิ่งที่เคยถูกมองข้ามหรือดูเชยไปในอดีต ก็อาจจะกลับมาเป็นของฮิตที่ทำเงินมหาศาลได้ทุกเมื่อ
