นี่คือหนึ่งในแคมเปญการตลาดที่ Marketeer หยิบยกมาเล่า มาจากแบรนด์ที่เข้าใจเกษตรกรไทยอย่าง ‘คูโบต้า’ (KUBOTA) แบรนด์ที่หลายคนคุ้นเคยจนกลายเป็นชื่อเรียกของแทรกเตอร์ หรือรถเกี่ยวนวดข้าว ที่ชาวนาและเกษตรกรไทยรู้จักดี

จุดที่น่าสนใจของแคมเปญนี้คือการที่ คูโบต้า เริ่มต้นจากเครื่องมือง่าย ๆ อย่างท่อ PVC ขนาดพอดีมือ ถูกเจาะรูไว้รอบ ๆ ที่ใช้เป็น ‘ท่อวัดระดับน้ำ’ ที่ไม่ได้มีกลไกซับซ้อนอะไร เพียงใช้ปักลงในแปลงนา เพื่อช่วยให้เกษตรกรมองเห็นระดับน้ำได้ชัดเจน และเข้าใจสถานการณ์ในนาได้ง่ายขึ้น

ท่อวัดระดับน้ำ เมื่อฝังลงบนนาข้าว

และจากสิ่งเล็กๆที่ว่านี้ กลายเป็นจุดตั้งต้นที่พาไปสู่ “หัวใจของการทำนาดำยุคใหม่” ที่จัดการน้ำอย่างมีระบบ

ต่อยอดสู่แนวคิดหลักของแคมเปญ “สูตรพลิกชะตาข้าว” ที่คูโบต้าตั้งใจชวนให้เกษตรกรไทยเริ่มทดลอง ‘ทำนาดำเปียกสลับแห้ง’ หรือการ ‘แกล้งข้าว’ ปล่อยให้นาแห้งในช่วงเวลาที่เหมาะสม ปล่อยน้ำในเวลาที่ข้าวต้องการ เพื่อกระตุ้นให้ต้นข้าวเร่งแตกราก แตกกอ และเติบโตแข็งแรงมากขึ้น 

วิธีการนี้ช่วยลดการใช้น้ำลงได้ 30-40% รวมถึงยังลดการใช้ปุ๋ย ลดการใช้สารเคมี และลดการสะสมของแมลงศัตรูพืชในนาที่เกษตรกรทำ และการที่ไม่ปล่อยให้ข้าวแช่น้ำตลอดเวลายังช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าวลงได้ถึง 40-60% หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่เร่งภาวะโลกร้อนโดยตรง

พลิกชะตาการทำนาอย่างสมาร์ท เพื่อโลกใบนี้ที่ยั่งยืน

คูโบต้ายังไม่ได้หยุดอยู่ที่การให้ความรู้เรื่องการจัดการน้ำ แต่ยังเดินหน้าผลักดันการ “ทำนาคาร์บอนต่ำ” ผสานทั้งความรู้และเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตร สำหรับการทำนาดำแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อยกระดับการทำนาให้มีประสิทธิภาพที่มากขึ้น

– เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการปรับระดับพื้นที่นาให้เรียบ เพื่อให้น้ำในนาสามารถกระจายตัวได้สม่ำเสมอ การจัดการน้ำในแปลงนาให้มีประสิทธิภาพ เหมาะกับการทำนาดำแบบเปียกสลับแห้งที่ได้ผลและแม่นยำยิ่งขึ้น 

– ต่อด้วย ‘การทำนาดำ’ ผสมผสานเข้ากับ ‘การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง’ การเพาะปลูกด้วยต้นกล้าเป็นแถวเป็นแนว ซึ่งเป็นวิธีการปลูกข้าวที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น จัดการปัญหาวัชพืชได้ง่าย 

– ใช้ “ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน” ที่เข้ามาช่วยลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น ควบคู่กับการใช้โดรนการเกษตรของคูโบต้าสำหรับบำรุงแปลงข้าว ลดการใช้เชื้อเพลิงและลดเวลา 

– ในขั้นตอนสุดท้ายคือการลดการเผาตอซังข้าว ตามแนวคิด “Zero Burn” ที่ไม่เพียงช่วยลดปัญหา PM2.5 แต่ยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม และฟางข้าวที่เคยถูกมองว่าเป็นของเหลือในแปลงนา ถูกจัดการใหม่ด้วยเครื่องอัดฟางของคูโบต้าให้กลายเป็นฟางอัดก้อนที่สามารถนำไปขายต่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรได้อีกทาง

ทำนาแบบสมาร์ทไม่ได้พึ่งพาวิธีใดวิธีหนึ่ง
แต่เป็นการออกแบบทั้งกระบวนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

สิ่งที่น่าสนใจคือแนวทางในการทำนาคาร์บอนต่ำของทาง คูโบต้า ยังถูกขยายผลและทำจริงในหลายจังหวัดของประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสระบุรี พิจิตร นครสวรรค์ บึงกาฬ ชัยนาท และกาฬสินธุ์ พื้นที่เหล่านี้กำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแปลงต้นแบบและต่อยอดแนวทางการทำนาดำแบบใหม่ ที่สามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

และเมื่อโมเดลนี้เริ่มพิสูจน์ได้ในระดับพื้นที่ สิ่งที่ตามมาคือโอกาสในการขยายผลไปสู่เกษตรกรในวงกว้างทั่วประเทศ

แคมเปญ “สูตรพลิกชะตาข้าว” ของคูโบต้า จึงไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องเล็ก ๆ อย่างท่อวัดระดับน้ำ แต่คือการชวนเกษตรกรไทยมองเห็นภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลง

จากการทำนาที่เคยพึ่งพาธรรมชาติ สู่การทำนาที่บริหารจัดการได้ด้วยข้อมูล ความรู้ และเทคโนโลยี และนี่คือบทบาทของคูโบต้าในวันนี้ ในฐานะแบรนด์ที่ไม่ได้แค่ขายเครื่องจักร

แต่กำลังวางรากฐานของ “เกษตรยุคใหม่” ที่ทำให้เกษตรกรไทยสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเติบโตไปพร้อมกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างยั่งยืน

ทั้งหมดนี้ตรงกับความตั้งใจและจุดมุ่งหมายสำคัญของคูโบต้า ที่ต้องการนำความรู้ทางการเกษตรยั่งยืนภายใต้โครงการ Net Zero Emission โดยส่งต่อ ‘ความรู้’ และ ‘เครื่องมือ’ ให้กับเกษตรกรและชาวนาไทยแบบเข้าถึงง่าย และกระจายสู่วงกว้าง เพื่อค่อย ๆ เปลี่ยนการทำนาแบบเดิม ๆ สู่การทำนาแบบคาร์บอนต่ำเพื่อโลกใบนี้ที่ยั่งยืนขึ้นกว่าเดิม

แคมเปญคูโบต้า สูตรพลิกชะตาข้าว ยังใช้วิธีการสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์สายเกษตร อย่างเพจข้าวของแม่ที่มีผู้ติดตามเกือบ 1 ล้านคน, อ้อแอ้อายุน้อยร้อยไร่, แหวนไรซ์ฟาร์ม รวมถึงอินฟลูฯ เกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยการทำคลิปสั้นให้ความรู้การใช้งาน ‘ชุดสูตรพลิกชะตาข้าว’ และการทำนาดำแบบเปียกสลับแห้งที่ไม่ได้ยุ่งยาก สามารถเริ่มทำตามได้ทันที

อีกทั้งเป็นตอกย้ำบทบาทของ ‘คูโบต้า’ ในฐานะแบรนด์ที่เข้าใจเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง รวมถึงสะท้อนความตั้งใจในการวางรากฐานให้กับเกษตรยุคใหม่ เพื่อยกระดับมาตรฐานการทำนาดำของประเทศไทยจากการพึ่งพาธรรมชาติ สู่การบริหารจัดการอย่างมีระบบ ที่ทำให้เกษตรกรไทยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพและเติบโตไปพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนไป…