ในยุคที่ผู้บริโภคยอมควักกระเป๋าจ่ายเพื่อซื้อ “ความทรงจำ” มากกว่าแค่สิ่งของ เทศกาลดนตรีจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่งานรื่นเริงตามฤดูกาลอีกต่อไป แต่นี่คือฟันเฟืองชิ้นสำคัญของ Experience Economy ที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ

หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าจับตาที่สุดคือ Siam Songkran Music Festival ภายใต้การนำของ “โอม-รชต ธันยาวุฒิ” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท วัน เอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด (One Asia Ventures) ที่สามารถรีดีไซน์งานสงกรานต์ให้กลายเป็น “Creative Economy Infrastructure”

จนสร้างรายได้ทะลุเป้า และกลายเป็นหัวหอกสำคัญในการดึงงานระดับโลกอย่าง Tomorrowland มาปักหมุดในไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

เบื้องหลังวิธีคิดที่เปลี่ยนเสียงดนตรีให้กลายเป็นเม็ดเงินมหาศาล และกลยุทธ์ที่ทำให้ต่างชาติยอมบินข้ามโลกมาเพื่องานนี้ มีรายละเอียดที่น่าสนใจซ่อนอยู่

🔴 ปรากฏการณ์ Sold Out กับสถิติที่ก้าวกระโดด

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด “โอม-รชต” ชี้ให้เห็นว่า ภาพรวมของการจัดงาน Siam Songkran ในปีที่ 5 นี้ สะท้อนความพร้อมของตลาดเฟสติวัลไทยในระดับสากลอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าพรีเมียม

สิ่งที่ยืนยันความสำเร็จนี้คือตัวเลขผู้เข้าชมที่ทะลุ 92,000 คน ตลอดการจัดงาน 4 วัน (ไม่รวมทีมงานและ Guestlist) โดยมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 50% หรือราว 46,000 คน ซึ่งกลุ่มหลักเดินทางมาจากจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และเกาหลี/ญี่ปุ่น

นอกจากนี้ กระแสตอบรับที่ร้อนแรงยังทำให้บัตรเข้างาน Sold Out ในช่วง 3 วันสุดท้าย โดยเฉพาะโซน VVIP และ Premium VIP ที่โต๊ะถูกจองเต็มทุกเซต

ส่งผลให้งานที่ใช้งบลงทุนไปกว่า 250 ล้านบาทชิ้นนี้ สามารถกวาดรายได้ทะลุเป้าไปกว่า 300 ล้านบาท และคาดว่าจะเป็นแรงส่งให้รายได้รวมของบริษัทในปีนี้เติบโตขึ้นถึง 2 เท่า

🔴 ยอมทิ้งรายได้ 4 ล้าน แลกความลื่นไหลด้วย Casheers App

นอกจากการดึงคนเข้างานแล้ว โจทย์ต่อมาคือการทำให้คน “ยินดีจ่าย” มากขึ้น โดย “โอม-รชต” เลือกแก้ Pain Point เรื่องระบบการใช้จ่ายในงานอย่างจริงจัง

โดยเขาตัดสินใจยอมทิ้งรายได้จากการบริหารจัดการระบบตั๋วราว 4 ล้านบาท เพื่อโยกงานส่วนนั้นให้พาร์ตเนอร์ดูแล แล้วดึงกำลังคนกว่า 15 ชีวิตมาโฟกัสกับการพัฒนา “Casheers App” หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ระบบปิดที่ออกแบบมาเพื่อความลื่นไหลโดยเฉพาะ

ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการ “ทลายกฎ No Refund” ที่เป็นปัญหาเรื้อรังของงานอีเวนต์ส่วนใหญ่ โดยระบบนี้ยอมให้ผู้บริโภคทำเรื่องขอคืนเงินที่เหลือในสายรัดข้อมือกลับเข้าบัญชีธนาคารได้โดยตรง

ความโปร่งใสนี้เองที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ากล้าเติมเงินก้อนใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ยอด Spending ต่อหัวในโซนปกติพุ่งสูงถึง 1,500 – 3,000 บาท

ผนวกกับการจัดระบบคิวหน้าบาร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเฟสติวัลในยุโรปและอเมริกา ทำให้คิวซื้อเครื่องดื่มยาวไม่เกิน 5 เมตร

ดังนั้น ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อนี้เองที่แปรเปลี่ยนความพึงพอใจให้กลายเป็นยอดขายที่พุ่งสูงขึ้น

🔴 อินไซต์ “นักท่องเที่ยวจีน” เจเนอเรชันใหม่ ตลาดพรีเมียมที่ไทยต้องรับมือ

นอกจากนี้ ก็ยังมีอีกหนึ่งภาพสะท้อนที่น่าสนใจคือโปรไฟล์ของนักท่องเที่ยวจีนที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

โดยปีนี้โซนพรีเมียมถูกเติมเต็มด้วยคนรุ่นใหม่กลุ่ม “Educated” ที่มีกำลังซื้อสูงและมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากขึ้น

เช่น การปฏิบัติตามกฎระเบียบและให้ความสำคัญกับมารยาทในพื้นที่ส่วนรวม ซึ่งการเปลี่ยนไปของกลุ่มเป้าหมายนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยสู่ตลาดระดับบนมากขึ้น

และความพร้อมในระดับสากลนี้เองที่เป็นเสมือนใบเบิกทางให้ไทยก้าวสู่โปรเจกต์ระดับโลกที่ใหญ่กว่าเดิม

🔴 จาก Siam Songkran สู่ Tomorrowland

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เป้าหมายของ One Asia Ventures ไม่หยุดแค่การจัดงานในประเทศ แต่คือการดึง Global Brands เข้ามาเพื่อขยายขนาดตลาดอย่างจริงจัง

โดยโปรเจกต์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นคือการร่วมงานกับ Tomorrowland ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ททท. ในฐานะสปอนเซอร์หลัก

มากไปกว่านั้น การเข้ามาของงานระดับโลก ไม่ใช่แค่การตั้งเวทีแล้วจบไป แต่มันคือการสร้าง Ecosystem ที่ส่งผลบวกต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในมิติที่กว้างขึ้น

เห็นได้ชัดจากตัวเลขการจ้างงาน ซึ่งงาน Siam Songkran เพียงงานเดียวก็ก่อให้เกิดการจ้างงานสตาฟกว่า 3,000 คน

และสำหรับ Tomorrowland คาดว่าจะมีความต้องการแรงงานไม่ต่ำกว่า 5,500 คน แบ่งเป็นคนไทย 4,500 คน และต่างชาติ 1,000 คน

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ทำงานร่วมกับ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และกระทรวงคมนาคม

เพื่อวางแผนตัดถนนและขยายเส้นทางสัญจรในจังหวัดชลบุรี ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์ในระยะยาวจากการพัฒนาพื้นที่เหล่านี้ ก็คือชุมชนและโรงเรียนโดยรอบ ไม่ใช่แค่ตัวผู้จัดงานเพียงฝ่ายเดียว

🔴 ความท้าทายจากกลุ่มทุนต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโอกาสและการเติบโตที่สดใส อุตสาหกรรมไลฟ์อีเวนต์ของไทยยังมีความเสี่ยงจากกลุ่มทุนต่างชาติ (โดยเฉพาะจีน)

ที่เริ่มเข้ามาจัดคอนเสิร์ตเองแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำในลักษณะคล้ายทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งทำให้เม็ดเงินไม่กระจายลงสู่ Ecosystem ของคนไทย

แม้ปัจจุบันจะยังไม่กระทบกับฝั่ง EDM Festival โดยตรง แต่ก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการและภาครัฐต้องร่วมกันหาทางตั้งรับ

ท้ายที่สุด Siam Songkran Music Festival ทำให้เห็นแล้วว่า หากผู้จัดงานนำ “ความเป็นไทย” (Culture DNA) มาผสมผสานกับมาตรฐานการจัดการระดับโลก (Global Best Practices)

และแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีอย่าง Casheers App เทศกาลดนตรีก็สามารถทรานส์ฟอร์มจากแค่ “งานอีเวนต์” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

ที่สามารถดึงเม็ดเงินมหาศาลเข้าประเทศ และตอกย้ำภาพลักษณ์ของไทยในการเป็น Global Festival Destination ได้อย่างเต็มภาคภูมิ