เอริก ชมิดต์ อดีตซีอีโอของ Google ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีจบการศึกษาของมหาวิทยาลัยแอริโซนา โดยในระหว่างที่เขาพยายามชี้ให้เห็นถึงขาขึ้นของเอไอ 

พร้อมทั้งเปรียบเทียบว่าการเติบโตของเทคโนโลยีแขนงนี้ในปัจจุบันนั้น ยิ่งใหญ่และทรงพลังไม่ต่างจากการปฏิวัติเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เมื่อ 40 ปีก่อน กลุ่มนักศึกษาในงานกลับรวมตัวกันส่งเสียงโห่ร้องแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง 

พฤติกรรมดังกล่าว ทำให้เอริก ชมิดต์ ถึงกับต้องหยุดพูดกลางคันและกล่าวต่อหน้าบัณฑิตว่าเขารับรู้และเข้าใจถึงความกังวลเหล่านั้น และชี้แนะให้บัณฑิตมองว่า ความกลัวของพวกเขานั้นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

แต่แทนที่จะวิ่งหนี ควรเรียนรู้ที่จะปรับตัวและเข้าไปมีส่วนร่วมในการควบคุมทิศทางของมัน เพราะเขาเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว เอไอ จะเป็นสิ่งกำหนดทิศทางโลก และอนาคตก็อยู่ในมือของคนรุ่นใหม่ที่จะต้องเป็นผู้ควบคุมมัน 

สถานการณ์เดียวกันนี้สะท้อนถึง เทรนด์การต่อต้านเอไอที่กำลังขยายตัวไปตามมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ซึ่งจะปรากฏชัดทันทีเมื่อมีใครมาพูดเรื่องเอไอในพิธีรับปริญญาหรืองานจบการศึกษา 

ก่อนหน้านี้ โกลเรีย คอลฟิลด์ ผู้บริหารระดับสูงในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ โดนกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเซนทรัลฟลอริดา โห่ทันทีหลังจากที่เธอพูดว่า การเติบโตของเอไอคือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งต่อไป 

ขณะที่ สก็อตต์ บอร์เชตตา ซีอีโอค่ายเพลงชื่อ Big Machine Records ที่เจอการโห่ที่มหาวิทยาลัยมิดเดิลเทนเนสซีสเตต จนเขาต้องโต้กลับกลุ่มบัณฑิตอย่างตรงไปตรงมาว่าให้อยู่กับความเป็นจริงและยอมรับมันให้ได้ เพราะอย่างไรเสียเอไอก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่งเท่านั้น 

พฤติกรรมเหล่านี้ของนักศึกษาจากหลากสถาบันในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า Gen Z เริ่มมองว่าหัวข้อเกี่ยวกับเอไอในสุนทรพจน์วันจบการศึกษา ไม่ใช่การสร้างแรงบันดาลใจอีกต่อไป แต่เป็นเหมือนการซ้ำเติมความไม่มั่นคงในอนาคตของพวกเขา 

ความกังวลดังกล่าวสะท้อนออกมาผ่าน ผลสำรวจจากสถาบันวิจัยระดับโลกที่ชี้ให้เห็นว่า นักศึกษาไม่ได้มองเอไอ เป็นเพียงตัวช่วยในการทำงาน

แต่ยังมองว่าเป็นทั้ง ภัยคุกคามต่อความมั่นคงในอาชีพ และ อุปสรรคต่อการพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ 

ขณะที่รายงานเรื่องการศึกษาระดับสูงในปี 2026 ซึ่งมูลนิธิลูมินาทำร่วมกับบริษัทสำรวจความคิดเห็นกัลลัป ระบุว่า ความกลัวเอไอส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ การย้ายสายวิชาที่เรียนของนักศึกษาอเมริกันจำนวนมาก 

โดยพวกเขากำลังหันหลังให้กับสาขาวิชาด้านเทคโนโลยีระดับเริ่มต้น อย่าง งานคีย์ข้อมูล หรืองานวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่เสี่ยงต่อการถูกเอไอแย่งงานมากที่สุด 

แล้วหันไปเลือกเรียนในสาขาวิชาที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ การสื่อสารขั้นสูง และสายงานที่เน้นความเป็นมนุษย์ เช่น จิตวิทยา สังคมสงเคราะห์ หรือศิลปศาสตร์ แทนเพราะเห็นว่าเป็นทักษะที่เอไอยังไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ในปัจจุบัน 

นอกจากนี้ ยังมีผลสำรวจจากศูนย์วิจัยพิวที่ตอกย้ำเรื่องนี้ในภาพรวม โดยพบว่าประชากรผู้ใหญ่ชาวอเมริกันถึง 50% รู้สึก วิตกกังวลมากกว่าตื่นเต้นกับการเข้ามาของเอไอในชีวิตประจำวัน ในขณะที่มีเพียง 10% เท่านั้นที่รู้สึกตื่นเต้นกับเทคโนโลยีดังกล่าว 

นี่ส่งผลให้เกิดการปรับโครงสร้างองค์กรและการเลิกจ้างงานในวงกว้าง ความกังวลเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเอง แต่เป็นความจริงอันโหดร้ายที่สะท้อนผ่านตัวเลขทางเศรษฐกิจและทิศทางการจ้างงานในปัจจุบัน 

เสียงโห่ที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในพิธีประสาทปริญญาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ของสหรัฐฯ เป็นการสะท้อนถึงความขัดแย้งทางความคิดระหว่างกลุ่มผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับบนกับกลุ่มแรงงานรุ่นใหม่ที่อยู่ฐานราก 

ความวิตกกังวลของนักศึกษาต่ออนาคตที่ไม่แน่นอนและการถูกแทนที่ด้วยเอไอ ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการศึกษาและการเลือกเส้นทางอาชีพ

โดยแม้ว่าเหล่าผู้นำทางธุรกิจจะพยายามพร่ำบอกให้คนรุ่นใหม่มอง AI เป็นเพียงแค่เครื่องมือและหันมาปรับตัวเพื่อควบคุมมัน

แต่ตราบใดที่ตลาดแรงงานยังคงเผชิญกับการเลิกจ้างและไม่มีมาตรการรองรับที่สร้างความมั่นใจให้แก่แรงงานมนุษย์ เสียงโห่แห่งความหวาดกลัวนี้ก็คงจะยังไม่จางหายไปง่ายๆ 

และมันจะกลายเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางนวัตกรรมและการอยู่รอดของมนุษย์ในตลาดแรงงานอนาคต 

ทั้งนี้ การที่บัณฑิตโห่ผู้บริหารบริษัทใหญ่ที่กล่าวในงานรับปริญญา ยิ่งเป็นการย้ำถึง ปัญหาอวสานของการหางาน (Job-pocalypse) ที่ Gen Z กำลังเผชิญ จนพวกเขาเหนื่อยล้ากับการต้องทบทวนทักษะต่างๆ (Reskill) และพัฒนาทักษะเพื่อยกระดับการทำงาน (Upskill) 

นอกจากนี้ยังต้องเร่งหางานทำเพื่อเลี้ยงดูตัวเองในยุคที่โลกเจอทั้งวิกฤตเศรษฐกิจและความขัดแย้ง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่บัณฑิต Gen Z จะเก็บความอัดอั้นตันใจไว้ไม่อยู่ 

จนในที่สุดต้องแสดงออกมาผ่านการโห่ แม้คนที่ถูกพวกเขาโห่จนต้องหยุดพูดเป็นผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆ ที่มีประสบการณ์ทำงาน และอายุมากกว่าก็ตาม / bbc