Virtual Bank หรือธนาคารไร้สาขาเริ่มเป็นที่พูดถึงในหน้าข่าวอีกครั้ง เพราะภายในปีนี้ทั้งสามผู้ประกอบการต้องเริ่มให้บริการแล้ว

โดยมี CLICX จากกลุ่มธนาคารกรุงไทย – AIS – PTTOR ที่เปิดตัวก่อนเป็นรายแรก

ส่วนกลุ่ม SCBx – Kakao Bank – Webank และกลุ่มของ CP คาดว่าจะเปิดตัวภายในปีนี้

แต่ปัญหาคือทุกวันนี้เมื่อเราพูดถึง Virtual Bank เรากลับนึกไม่ออกว่าหน้าตาจะเป็นยังไง จะทำเงินขนาดไหน หรืออาจจะไม่ประสบความสำเร็จเลยหรือเปล่า

สรัชดา ศรทรง นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) (บล.เกียรตินาคินภัทร) หรือ KKP Securities จึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ โดยไปดูกรณีศึกษาจากต่างประเทศที่เคยทำ Virtual Bank

1. ความแตกต่างระหว่าง Virtual Bank กับ Mobile Banking

หลายคนอาจสงสัยว่าแอปธนาคารที่เราใช้กันทุกวันนี้ ต่างจากธนาคารไร้สาขาอย่างไร?

สิ่งแรกคือธนาคารแบบเดิมจะมีสาขา มีพนักงาน และมีเครื่องมือมากมาย แต่ Virtual Bank ถูกกำหนดให้ห้ามมีสาขาที่เป็นสถานที่ตั้งเลย จะอนุญาตให้มีได้แค่เพียงสำนักงานใหญ่และ Call Center เท่านั้น

ด้วยการที่เน้นให้บริการผ่านออนไลน์หรือดิจิทัลแบบ 100% จึงทำให้สามารถลดต้นทุนเรื่องสถานที่และบุคลากรลงไปได้มาก

นอกจากนี้ เดิมทีการกู้เงินจะต้องใช้สลิปเงินเดือนเป็นหลักฐาน แต่ Virtual Bank สามารถนำข้อมูลทางเลือกใหม่ๆ เช่น บิลค่าน้ำและค่าไฟ มาใช้พิจารณาในการปล่อยสินเชื่อแทนได้

อย่างไรก็ตาม ธนาคารไร้สาขาก็ยังสามารถรับเงินฝากได้ และต้องอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เช่นเดียวกับธนาคารปกติ

2. กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือใคร?

จุดประสงค์หลักที่ ธปท. เปิดให้มี Virtual Bank คือการอุดช่องว่างทางการเงิน

เป้าหมายหลักคือประชาชนรายย่อย คนตัวเล็ก หรือผู้ที่ไม่มีเอกสารรายได้แบบมาตรฐาน ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มที่ถูกธนาคารดั้งเดิมปฏิเสธการให้สินเชื่อมาโดยตลอด

รวมถึงคาดหวังว่าจะช่วยดึงกลุ่มคนที่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ ให้เข้ามาอยู่ในระบบที่ถูกต้องและเป็นธรรมมากขึ้น

โดย Virtual Bank จะเน้นปล่อยสินเชื่อรายย่อยแบบไม่มีหลักประกันเป็นหลัก และจะไม่เข้าไปแข่งขันในตลาดสินเชื่อก้อนใหญ่อย่างสินเชื่อบ้าน

3. บทเรียนจากต่างประเทศ

จากกรณีศึกษาของประเทศที่ประสบความสำเร็จและสามารถคืนทุนได้ไว มักจะเกิดขึ้นใน 3 บริบทหลัก

คือ ประเทศที่ธนาคารเดิมยังเข้าไม่ถึงคนทุกกลุ่มอย่างเช่น บราซิล

ประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่มากอย่างจีน

และประเทศที่ผู้ให้บริการมีฐานลูกค้าเดิมจำนวนมากอยู่แล้ว เช่น Kakao Bank ของเกาหลีใต้ที่สามารถเปลี่ยนผู้ใช้แอปแชทมาเป็นลูกค้าธนาคารได้ทันที ทำให้ประหยัดต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ไปได้มหาศาล

ส่วนกรณีศึกษาที่ยังคงขาดทุนหรือไม่คุ้มทุน จะเห็นได้จากฟิลิปปินส์ที่เปิดมา 3 ปีแล้วก็ยังขาดทุนอยู่แม้ตัวเลขจะเริ่มดีขึ้น รวมถึงสิงคโปร์ที่เปิดมา 3 ปีเช่นกัน ซึ่งทำได้ดีในเรื่องการหาเงินฝาก แต่ก็ยังปล่อยสินเชื่อได้น้อยมาก

หากมองภาพรวมในอาเซียนจะพบว่า แม้หลายประเทศจะเปิดให้บริการมาแล้ว 3-4 ปี แต่ Virtual Bank ก็ยังแย่งส่วนแบ่งตลาดมาได้ไม่ถึง 1% เมื่อเทียบกับระบบธนาคารแบบดั้งเดิมทั้งหมด

4. ขนาดตลาดและแนวโน้มในประเทศไทย

การเข้ามาของ Virtual Bank จะไม่ได้เข้ามาทดแทนหรือเปลี่ยนแปลงภาพรวมของธนาคารดั้งเดิม แต่จะเป็นเพียงการขยายขอบเขตการให้บริการไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ มากกว่า

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) คาดว่าทั้ง 3 ผู้ให้บริการในระยะ 5-6 ปีนี้ มีโอกาสที่จะปล่อยสินเชื่อรวมกันได้ราว 2 แสนล้านบาท

ซึ่งแม้จะดูเป็นตัวเลขที่สูง แต่เมื่อคิดเป็นสัดส่วนแล้วก็ยังไม่ถึง 1% ของระบบธนาคารทั้งหมด และเมื่อเทียบกับส่วนของบริษัทแม่เอง ตัวเลขนี้ก็ยังไม่สูงมาก

จึงแทบไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทแม่หรือระบบธนาคารแบบเดิมเลย

5. โอกาสของ Virtual Bank

โอกาสสำคัญที่สุดคือการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนและดึงคนเข้าสู่ระบบการเงินที่ถูกต้อง เพื่ออุดช่องว่างทางการเงินที่เคยมีมา

ด้วยระบบที่เป็นดิจิทัลทั้งหมด จึงทำให้สามารถคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วกว่าธนาคารเดิมที่มักจะมีขั้นตอนการอนุมัติที่ยาวนาน

นอกจากนี้ยังถือเป็นช่องทางการเติบโตใหม่ของบริษัทแม่ ที่จะสามารถนำเสนอบริการอื่นๆ พ่วงเข้าไปได้ เช่น ประกัน หรือการลงทุน ให้กับกลุ่มคนที่ไม่เคยเป็นลูกค้ามาก่อน

6. ความเสี่ยงและความท้าทายที่ต้องเผชิญ

ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือเรื่องของหนี้เสีย (NPL) เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปราะบางและหนี้ครัวเรือนสูง

หัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การหาลูกค้าให้ได้มากๆ แต่อยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการหนี้เสียและระบบทวงหนี้ที่มีประสิทธิภาพ

ผู้ประกอบการยังต้องเตรียมใจรับมือกับภาวะขาดทุนในช่วง 1-2 ปีแรก เพราะต้องทุ่มงบลงทุนกับระบบให้เสถียรและจัดโปรโมชั่นดอกเบี้ยสูงเพื่อดึงดูดลูกค้า

ซึ่งสถิติจากต่างประเทศชี้ว่าอาจต้องใช้เวลาคืนทุนตั้งแต่ 1 ปีไปจนถึง 9 ปีเลยทีเดียว

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ คือการแย่งชิงลูกค้า เพราะคนไทยคุ้นเคยและพึงพอใจกับแอป Mobile Banking ของธนาคารเดิมที่พัฒนาไปไกลมากแล้ว

การจะดึงดูดให้คนกลุ่มนี้เปลี่ยนใจมาใช้ Virtual Bank เป็นบัญชีหลักจึงเป็นความท้าทายอย่างมากในอนาคต

โดยสรุปแล้ว Virtual Bank ในวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนอะไรมากนัก
 
ธนาคารไร้สาขาในไทย อาจเป็นได้ทั้งโอกาสการเติบโตของธนาคารต่างๆ เป็นโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลุกค้าใหม่ โอกาสในการขายบริการใหม่ๆ
 
แต่ก็อาจเป็นความเสี่ยงจากค่าใช้จ่าย และเงินลงทุนที่อาจเห็นผลตอบแทนช้ากว่าที่คิดก็เป็นได้