เมื่อโลกธุรกิจถูกเร่งเครื่องด้วยเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วโลก 

ทว่าท่ามกลางการแข่งขันด้านนวัตกรรมที่ดุเดือด สิ่งที่กำหนดผลแพ้ชนะและเป็นหัวใจสำคัญกลับเป็น ‘มนุษย์’ และการทำความเข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง 

ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดงานสัมมนา ‘Human Insights in the AI Era’ เซกชั่น ถอดรหัสผู้บริโภคดิจิทัลยุคใหม่ ทำความเข้าใจเจนเนอเรชัน Z (14–29 ปี), อัลฟา (2–13 ปี) และเบตา (เด็กทารกที่เพิ่งเกิดจนถึงอายุ 1 ปี) โดย “คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ” หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น

 

ถอดรหัสผู้บริโภคดิจิทัลยุคใหม่ 

หมดสิ้นการตลาดตีหัวเข้าบ้าน หรูหราคือความเรียบง่ายของ Gen Z

พฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 

ฐานอายุ 16 – 64 ปี

ไทย โลก
ฐานประชากร 71.6 ล้านคน 8.28 พันล้านคน
ประชากรเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 94.6% 73.8%
การใช้งานอินเทอร์เน็ต / ชั่วโมงต่อวัน 05.11 04.45
เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ผ่านมือถือ 97.7% 96.2%
เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ผ่านคอมพิวเตอร์ 41.3% 58.3%
ความเร็วเน็ตบ้าน / Mbps 273.78 118.76
ความเร็วเน็ตมือถือ / Mbps 137.94 107.26
การใช้งานโซเชียลมีเดีย 92.7% 69.9%
ใช้เวลาเล่นโซเชียลมีเดีย / ชั่วโมงต่อวัน 02.28 01.58
การเล่นวิดีโอเกมบนทุกอุปกรณ์ 89.9% 81.9%
ใช้เวลาเล่นวิดีโอเกม / ชั่วโมงต่อวัน 01.12 00.59
การใช้งานเครื่องมือ AI 86.4% 81.2%
สัดส่วนเปอร์เซ็นต์ (%) เทียบกับฐานประชากร 
ที่มา: Digital 2026: Mid-Year Global Update Report โดย We Are Social เผยแพร่ เม.ย. 2026

วิกฤตโครงสร้างประชากร และวันที่ ‘ความเร็ว’ คือสกุลเงินใหม่ 

ปัจจุบันบริบทสังคมและการแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ฐานประชากรไทยกำลังเล็กลงจากอัตราการเกิดที่ลดลง ขนาดครอบครัวเฉลี่ยหดตัวจาก 4 คน เหลือเพียง 2.5 คน 

ขณะที่ประชากรกว่า 70 ล้านคน มีอัตราการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือพุ่งสูง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าธุรกิจไม่ได้แข่งกันที่การเข้าถึงอีกต่อไป แต่แข่งกันสร้างระบบนิเวศเพื่อเชื่อมต่อวิถีชีวิตผู้คนให้สมบูรณ์ขึ้น 

สิ่งที่น่าตกใจคือ สมองมนุษย์ที่ถูกเทคโนโลยีกระตุ้นตลอดเวลา ทำให้ความอดทนของผู้บริโภคลดต่ำลงอย่างมาก 

ปัจจุบันลูกค้าคาดหวังการตอบกลับหรือการบริการภายในเวลาเพียง 1 วินาที จากเดิมในอดีตที่ลูกค้าเคยรอได้ประมาณ 5 นาที 

ความรวดเร็วจึงกลายเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ และผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับการประหยัดเวลา ซึ่งถือเป็นสกุลเงินใหม่ในยุคนี้

ถอดรหัสใจเจนเนอเรชันดิจิทัล สู้ยุคความต้องการซับซ้อน 

การทำแคมเปญโฆษณาแบบดั้งเดิมที่หวังผลให้คนดูแล้วซื้อทันที ไม่สามารถใช้ได้ผลอีกต่อไป แบรนด์ยุคใหม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจผู้บริโภคแต่ละเจนเนอเรชันที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปแล้วอย่างสิ้นเชิง 

เริ่มจากเจนเนอเรชัน Z ที่มีสัดส่วนคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศไทย คนกลุ่มนี้มองว่าความเรียบง่ายคือความหรูหราใหม่ พวกเขาไม่ชอบการสื่อสารที่ยาวเยิ่นเย้อ แต่ต้องการเนื้อหาที่สั้น คม และกระชับ 

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับสุขภาวะที่ดี ต้องการแบรนด์ที่มอบพลังบวก และเกลียดการถูกยัดเยียดหรือการขายแบบคุกคามความเป็นส่วนตัว 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เทรนด์ในร้านค้าไทยที่ใช้ตะกร้าแยกสีเพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานมารบกวน โดยตะกร้าสีแดงคือต้องการเลือกซื้อเอง ส่วนสีเหลืองคือคุยกับพนักงานได้ รวมไปถึงพฤติกรรมการรับข้อมูล ที่ตอนนี้นิยมโต้ตอบผ่านวิดีโอขนาดสั้นเป็นหลัก

ส่วนเจนเนอเรชันใหม่อย่างอัลฟาและเบตานั้น ถือเป็นยุคนินจาที่เติบโตมาพร้อมกับข้อมูลและ AI ตั้งแต่แรกเริ่ม 

เด็กกลุ่มนี้คุ้นเคยกับมาตรฐานการปรับแต่งเฉพาะบุคคลเป็นเรื่องปกติ แบรนด์อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเข้าใจพวกเขา เพราะแม้แต่ตัวเด็กเองก็ยังไม่เข้าใจตนเอง 

กลยุทธ์สำคัญจึงต้องเบนเข็มไปทำความเข้าใจผู้ปกครองหรือผู้ทำการตัดสินใจซื้อแทน เนื่องจากพ่อแม่ยุคใหม่ต้องการความมั่นใจว่าลูกจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ เข้าสังคมได้ และเก่งกว่าผู้อื่น แบรนด์จึงต้องออกแบบแคมเปญเพื่อนำเสนอคุณค่าที่ตอบโจทย์ความคาดหวังเหล่านี้ของผู้ปกครองโดยตรง

AI ล้ำหน้าและคนไทยชอบใช้ ‘ดูดวง’ 

ข้อมูลที่น่าสนใจด้านความพร้อมทางเทคโนโลยีคือ แม้นักการตลาดไทยส่วนใหญ่ระบุว่ามีการใช้เทคโนโลยี AI ในการทำงานแล้ว แต่ในระดับองค์กรและการปฏิบัติงานจริง ประเทศไทยมีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ AI เพียงแค่ประมาณ 10% เท่านั้น 

นอกจากนี้ แม้ผู้บริโภคชาวไทยเกือบ 80% จะมีความพร้อมในการใช้งาน AI สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่พฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสร้างความประหลาดใจคือ คนไทยนิยมใช้เทคโนโลยี AI เพื่อทำนายดวงชะตาหรือดูดวง 

สิ่งนี้ตอกย้ำว่า แบรนด์จำเป็นต้องเข้าใจบริบททางสังคม วัฒนธรรมย่อย และมานุษยวิทยา เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์ยืนอยู่เคียงข้างวิถีชีวิตของพวกเขาอย่างแท้จริง

ให้ AI เป็นผู้ช่วย แต่ใช้ ‘สัญชาตญาณมนุษย์’ สร้างความผูกพัน 

การทำ Digital transformation ในปัจจุบัน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการวางระบบปฏิบัติการหลังบ้าน แต่คือการปฏิวัติวิธีคิดของแบรนด์

แบรนด์ต้องเลิกทำการตลาดแบบ ‘ตีหัวเข้าบ้าน’ ที่หวังแต่ยอดขายระยะสั้น เพราะเมื่อหยุดจ่ายเงินกระตุ้นยอด แบรนด์ก็จะไม่มีความสัมพันธ์ระยะยาวเหลืออยู่เลย 

ถึงแม้ระบบ AI จะฉลาดล้ำในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ หรือเดาใจลูกค้าได้ว่าซื้อผ้าอ้อมแล้วจะซื้อเสื้อผ้าเด็กต่อ แต่ AI ก็ยังขาดทักษะขั้นสูงของมนุษย์ ปัญญาประดิษฐ์ไม่เข้าใจความฉลาดทางอารมณ์ ขาดศิลปะในการเล่าเรื่องราวที่กินใจ และไม่เข้าใจบริบทความอ่อนไหวทางวัฒนธรรม 

อีกทั้ง AI ยังต้องการมนุษย์ในการตัดสินใจเชิงจริยธรรม เพื่อคอยชี้แนะข้อมูล

“แบรนด์ที่ดีต้องตั้งคำถามว่า เรากำลังพูดใส่ลูกค้าฝ่ายเดียว หรือเรารับฟังมากพอ เพราะหัวใจสำคัญของความสำเร็จในโลกธุรกิจยุคดิจิทัล คือการผสานพลังระหว่างเทคโนโลยีอัจฉริยะกับสัญชาตญาณมนุษย์ เพื่อสร้างแบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างยั่งยืน”