แม้จะพยายามหางานมานานเป็นปี ส่งใบสมัครไปแล้วกว่า 50 แห่ง และเคยมีประสบการณ์ทำงานกับซัพพลายเออร์ยานยนต์รายใหญ่มาแล้ว

แต่ แม็กซ์ ไพล์ วิศวกรซอฟต์แวร์ชาวเยอรมันในวัย 30 ปี ก็ยังคงว่างงาน โดย เขาจบการศึกษาด้าน Computer Vision ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหัวใจสำคัญของระบบขับขี่อัตโนมัติและระบบอัจฉริยะในรถยนต์
ซึ่งหากเป็นเมื่อก่อน วิศวกรที่มีทักษะเฉพาะทางระดับนี้คงได้เข้าทำงานในบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีได้อย่างง่ายดาย
แต่พิษเศรษฐกิจที่ซบเซาบวกกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากค่ายรถยนต์จีนในปัจจุบัน กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวิศวกรเยอรมันรุ่นใหม่
อุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมันขึ้นชื่อไปทั่วโลกในเรื่องเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและดีไซน์ที่เน้นนวัตกรรม โดยขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเป็นหลัก
นี่ทำให้ที่ผ่านมาเยอรมนีสามารถรอดพ้นจากการดิ่งลงเหวของอุตสาหกรรมรถยนต์แบบที่อังกฤษ ฝรั่งเศส หรืออิตาลีต้องเผชิญมาได้
ในช่วงขาขึ้น ระหว่างปี 2015-2017 อาชีพวิศวกรในเยอรมนีเปรียบเสมือนราชาของตลาดงานจนเคยเกิดปัญหาขาดแคลนวิศวกรอย่างหนัก จากการที่จบมาเท่าไหร่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ
ณ ช่วงดังกล่าว วิศวกรเยอรมันถูกจองตัวจากบริษัทต่างๆ ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ และอัตราการว่างงานต่ำมาก โดยอยู่ที่เพียง 3% กว่าๆ เท่านั้น ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าแทบจะไม่มีวิศวกรคนไหนว่างงานเลยหากไม่เลือกงานจริงๆ
ทว่าในปัจจุบัน ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนอย่าง บีวายดี และเอ็กซ์เผิงได้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดของค่ายรถเยอรมันในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้ค่ายรถเยอรมันต้องปรับตัวกันอย่างเจ็บปวด
โธมัส พูลส์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านการขนส่งจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี เล่าว่า เมื่อ 10 ปีก่อน เยอรมนีเคยผลิตรถยนต์ได้ราวปีละ 6 ล้านคัน
แต่ตอนนี้ตัวเลขกลับนิ่งอยู่ที่ประมาณ 4 ถึง 4.2 ล้านคันเท่านั้น แม้ตัวเลขนี้จะดูดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป แต่เราต้องยอมรับความจริงแล้วว่า ยุคทองของอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมันจะไม่กลับมาอีกแล้ว

สัญญาณเตือนภัยเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อไม่นานมานี้ ล่าสุดพนักงานของ โฟล์คสวาเกน ได้รวมตัวประท้วงตามโรงงานต่างๆ ทั่วประเทศ หลังมีกระแสข่าวว่าค่ายรถยักษ์ใหญ่รายนี้กำลังพิจารณาปลดพนักงานมากถึง 100,000 ตำแหน่ง
ข้อมูลจากศูนย์จ้างงานแห่งชาติของเยอรมนี ระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ยอดการจ้างงานรวมในอุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนีลดลงถึง 8% สวนทางกับภาพรวมการจ้างงานทั้งประเทศที่ยังเติบโตได้เล็กน้อยที่ประมาณ 1% เท่านั้น
ในภาพรวมอุตสาหกรรมเยอรมันกำลังต่อสู้กับปรากฏการณ์ China Shock 2.0 เนื่องจากบริษัทจีนได้เปลี่ยนผ่านจากการผลิตสินค้ามูลค่าต่ำ ไปสู่การผลิตสินค้าไฮเทคในราคาที่ถูกกว่า จนเบียดบริษัทเยอรมันออกจากตลาดส่งออกที่เคยทำเงินได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี เผยว่า ยอดการส่งออกรวมของเยอรมนีเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 1.56 ล้านล้านยูโร (ประมาณ 60 ล้านล้านบาท) ลดลงเกือบ 2% จากจุดสูงสุดในปี 2022
ขณะที่ยอดการส่งออกไปยังประเทศจีนแย่กว่านั้น โดยดิ่งลงเกือบ 1 ใน 4 เหลือเพียง 81,300 ล้านยูโร (ประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท) ในช่วงเวลาเดียวกัน
วิกฤตครั้งนี้สะท้อนชัดเจนผ่านสถานการณ์ที่ แม็กซ์ ไพล์ เจอมา โดยปีที่แล้วเขาเพิ่งเสร็จสิ้นการฝึกงานที่ คอนทิเนนทอล ผู้ผลิตยางรถยนต์และซัพพลายเออร์รายใหญ่
ก่อนที่บริษัทจะตัดสินใจแยกธุรกิจยานยนต์ออกไป และต่อมาก็มีการประกาศเลิกจ้าง
ซึ่งมันทำให้เขาตระหนักทันทีว่าจะไม่ได้ทำงานที่ คอนทิเนนทอล และต้องหางานอย่างจริงจัง
อันยา โรเบิร์ต หัวหน้าฝ่ายแนะแนวอาชีพของสถาบันวิศวกรรมชั้นนำของเยอรมนีและทำงานในสายงานนี้มานานกว่า 20 ปี กล่าวว่า แม้แต่นักศึกษาที่เรียนเก่งที่สุดในปัจจุบันก็ยังต้องใช้เวลาหางานนานกว่าปกติ .
ตรงข้ามกับในอดีตที่จะได้งานทำทันทีหากยื่นใบสมัครไปยังค่ายรถดังของประเทศอย่างบีเอ็มดับเบิลยู
ข้อมูลจากศูนย์จ้างงานแห่งชาติเยอรมนียังชี้ให้เห็นว่า อัตราการว่างงานของวิศวกรที่มีคุณสมบัติพร้อมทำงานพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 3.8% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบกับปี 2022
ด้าน ลูกา ลินเซน แม้จะเป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนที่โชคดีที่ได้เริ่มงานในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านซอฟต์แวร์ที่เมืองฮัมบูร์กในเดือนนี้ แต่เธอก็ต้องทนกับช่วงเวลาหางานที่น่าอึดอัดและชวนหดหู่นานหลายเดือนมาก่อนเช่นกัน / japantoday
