ครั้งหนึ่ง “พระราม 3” เคยเป็นย่านที่เกือบได้เป็นศูนย์กลางธุรกิจ หรือ CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ต่อจาก “สีลม”

เคยมีช่วงเวลาที่ภาครัฐคิดผลักดันและมีเอกชนเข้ามาลงทุนในย่านนี้ สร้างตึกสำนักงานและพัฒนาโครงการต่างๆ เป็นจำนวนมาก

แต่ทุกอย่างกลับต้องสะดุดลงเพราะวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ในปี พ.ศ. 2540

ผ่านมาเกือบ 30 ปี วันนี้พระราม 3 กำลังเป็นทำเลที่น่าจับตามองอีกครั้ง ด้วยโครงการใหม่ ทำเลที่ยังคงเป็นขุดแข็ง และโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังจะมาถึง

ย้อนกลับไปช่วงแรก ก่อนจะเป็นย่านธุรกิจ พระราม 3 เป็นย่านที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และอยู่ใกล้กับ “ถนนเจริญกรุง” ซึ่งเป็นถนนสายแรกของประเทศไทย

ด้วยทำเลริมน้ำที่เอื้อต่อการค้าขายและคมนาคม ทำให้ชุมชนในย่านนี้ขยายตัวมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมีการตัด “ถนนพระราม 3” ซึ่งกลายเป็นแกนกลางของย่าน เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2520

ต่อมาถนนเส้นนี้ก็ได้รวมเป็นส่วนหนึ่งของ “วงแหวนรัชดาภิเษก” ที่เชื่อมกับหลายย่านสำคัญในกรุงเทพฯ

ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างร้อนแรงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ภาครัฐมีแนวคิดจะปั้นถนนพระราม 3 และพื้นที่โดยรอบ ให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ 

เพราะเล็งเห็นว่าย่านนี้ยังคงว่างอยู่ และเดินทางใกล้กับ CBD แห่งเดิม ซึ่งเริ่มแน่นและแออัดแล้ว

แต่เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ โครงการต่างๆ ที่เคยวางแผนไว้ ก็ต้องพับเก็บไป

ในเวลาต่อมา การขยายตัวของเมืองและโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ก็ย้ายไปอยู่ย่านอื่นแทน

ความฝันที่จะเห็นพระราม 3 กลายเป็น CBD แห่งใหม่ จึงหยุดนิ่งไปราว 2-3 ทศวรรษ

แต่ความจริงแล้ว ย่านนี้ยังคงมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คึกคักอยู่ตลอดเวลา

มีสำนักงานใหญ่ของหลายบริษัทตั้งฐานอยู่มาอย่างยาวนาน เช่น ธนาคาร “กรุงศรีอยุธยา” และอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อย่าง “ศุภาลัย”

ล่าสุดยังมีโครงการใหญ่อย่าง “คิงบริดจ์ ทาวเวอร์” อาคารสำนักงานเกรดเอของเครือสหพัฒน์ ซึ่งใช้งบลงทุนไปกว่า 6,000 ล้านบาท เพิ่งเริ่มเปิดในปี 2567

แม้ว่าจะไม่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านเลย แต่ย่านพระราม 3 มีจุดแข็งที่สุดคือ “ทำเล” 

อยู่ติดกับย่าน CBD หลักอย่างสาทร-สีลม และมีโครงข่ายถนนเชื่อมต่อเข้าออกได้สะดวกหลายทิศทาง

ถนนพระราม 3 เป็นส่วนหนึ่งของวงแหวนรัชดาภิเษก เชื่อมได้ตั้งแต่ฝั่งท่าพระ ยาวไปถึงคลองเตย สุขุมวิท และโซนพระราม 9

มีถนนที่เชื่อมเข้า CBD ได้อย่างสะดวก เช่น นราธิวาสราชนครินทร์ และเจริญราษฎร์

รวมถึงถนนเส้นเก่าแก่ที่เป็นแหล่มชุมชน เช่น นางลิ้นจี่ สาธุประดิษฐ์ เจริญกรุง และถนนจันทน์

และมีสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไปได้หลายทิศทาง ตั้งแต่ท่าพระ ราษฎร์บูรณะ พระประแดง และสมุทรปราการ

ด้วยทำเลที่เดินทางเชื่อมต่อง่าย ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของย่านนี้มีความพิเศษเฉพาะตัว

มีโครงการระดับไฮเอนด์จำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นในย่านนี้ โดยเฉพาะสำหรับจับกลุ่มคนที่ทำงานอยู่ใน CBD 

ทั้งรูปแบบโครงการหมู่บ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำ ตอบโจทย์คนที่อยากอยู่ใกล้เมืองแต่ไม่วุ่นวายมากนัก

ในมุมของการค้าปลีกและการท่องเที่ยวก็ถือว่าเป็นย่านที่มีครบหลายอย่าง

มีศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์กระจายอยู่ทั่วย่าน ตั้งแต่เซ็นทรัล พระราม 3, Tree on 3, เทอร์มินอล 21, โฮมโปร และคิงสแควร์ ที่เป็นของเครือสหพัฒน์

ย่านนี้ยังอยู่ใกล้กับแลนด์มาร์คชื่อดังอย่าง “เอเชียทีค” และสามารถข้ามฝั่งไปยัง “บางกระเจ้า” พื้นที่สีเขียวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่ได้ชื่อว่าเป็นปอดของกรุงเทพฯ

สิ่งที่ทำให้พระราม 3 กลับมาน่าจับตาอีกครั้ง คือโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังจะเข้ามาในอนาคต

โครงการแรกคือ ทางด่วนสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันตก

เป็นโครงการเชื่อมต่อทางด่วนเดิม (ศรีรัช และเฉลิมมหานคร) ยาวไปถึงถนนพระราม 2 ถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก และมอเตอร์เวย์ M82 (ช่วงบางขุนเทียน-เอกชัย)

ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ในช่วงต้นปี 2570

เมื่อทางด่วนสายนี้เสร็จสมบูรณ์ การเดินทางเข้าออกพระราม 3 จะสะดวกขึ้นอีกมาก

อีกโครงการที่อาจต้องรออีกนานหน่อย คือ “รถไฟฟ้าสายสีเทา” ซึ่งจะเป็นรถไฟฟ้าสายแรกที่วิ่งผ่านพระราม 3

เป็นโครงการยาวตั้งแต่ช่วงวัชรพล-พระโขนง-ท่าพระ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา และยังไม่มีการเริ่มสร้างจริง

หากเป็นไปตามแผน รถไฟฟ้าสายสีเทาจะเปลี่ยนให้พระราม 3 เดินทางง่ายขึ้นทันที เพราะเชื่อมตั้งแต่ฝั่งธนบุรี (ท่าพระ) ผ่านพระราม 3 ทะลุเข้าใจกลางเมืองอย่างพระราม 4 สุขุมวิท และยาวไปถึงเลียบด่วนรามอินทรา

ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังจะเข้ามาเติมเต็ม บวกกับจุดแข็งเรื่องทำเลที่ใกล้ CBD แบบใกล้และจับต้องได้จริงๆ

น่าจับตามองว่า พระราม 3 ในอนาคต จะกลับไปเป็น CBD สาขาสองเหมือนที่เคยมีแผนในอดีตได้หรือไม่