ไทยฮอนด้า ประกาศทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง 2026 วางเป้ายอดขายรวมเติบโตแตะ 1.4-1.43 ล้านคัน ควบคู่ไปกับการรุกตลาดรถ A.T. และเปิดไลน์อัปจักรยานยนต์ฮอนด้ารุ่นใหม่ ชูตระกูลเครื่องยนต์ 160 CC. ทั้งเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วประเทศ

| ค่ายปีกนก เร่งเครื่องตลาดรถจักรยานยนต์คนเมือง
ทั้งสายซิ่ง สายวินเทจ สายอวกาศ มาครบ |
|||
| ยอดจดทะเบียนสะสมรถจักรยานยนต์แบรนด์ ‘Honda’ (ฮอนด้า) / ปี ค.ศ. | จำนวน (คัน) | ||
| 2021 | 1,235,471 | ||
| 2022 | 1,379,001 | ||
| 2023 | 1,467,151 | ||
| 2024 | 1,379,207 | ||
| 2025 | 1,402,579 | ||
| ม.ค. – มิ.ย. 2026 | 760,444 | ||
| 5 อันดับแรก
รุ่นรถจักรยานยนต์ Honda ที่มียอดจดทะเบียนสะสมสูงสุด |
|||
| รุ่นรถ | จำนวน (คัน) | ||
| WAVE110i | 2,379,132 | ||
| SCOOPY | 965,688 | ||
| PCX160 | 771,255 | ||
| WAVE125i | 711,770 | ||
| CLICK160 | 310,600 | ||
| Honda UC3 รถจักรยานยนต์อีวีรุ่นแรกที่จำหน่ายสู่ผู้บริโภคโดยตรงในปีนี้ มียอดจดทะเบียนสะสมตั้งแต่ ก.พ. – มิ.ย. 2026 จำนวนทั้งสิ้น 1,087 คัน | |||
| Honda มียอดจดทะเบียนสะสมรถจักรยานยนต์ (รย.12) ในไทย ตั้งแต่ปี 2021 – มิ.ย. 2026 อยู่ที่ 7,623,853 คัน สูงที่สุดอันดับ 1 ในภาพรวมตลาดยานยนต์สองล้อ | |||
| ภาพรวมยอดขายรถจักรยานยนต์ในไทยปี 2026 (คาดการณ์) อยู่ที่ 1,730,000 คัน แบ่งตามสัดส่วนตลาด A.T. (แบบออโต้) 66%, Family (แบบมีเกียร์) 31%, Sport (ขนาดเครื่องยนต์ 150, 250, 300 CC.) 2%, EV (ไฟฟ้า 100%) 1% | |||
| ที่มา: สถิติรถจดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) กลุ่มรถจักรยานยนต์ (รย. 12) แบรนด์ Honda ตั้งแต่ปี 2021 – มิถุนายน 2026 / สิงหาคม 2026 | |||
มร. มาซายูกิ ฮามามัตสึ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. – มิ.ย. 2026) ตลาดรวมรถจักรยานยนต์ ยอดขายเติบโตขึ้น 4% ขณะที่ฮอนด้าเติบโต 2% ซึ่งยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง
“จากโมเมนตัมเชิงบวกนี้ บริษัทจึงปรับเป้าหมายยอดจำหน่ายทั้งปีขึ้นเป็น 1.4 ถึง 1.43 ล้านคัน จากเดิมที่ตั้งไว้ 1.36 ถึง 1.4 ล้านคัน เพื่อให้สอดรับกับตลาดรวมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.73 ล้านคัน”
กลุ่มรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก ได้ปรับกลยุทธ์เน้นตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ส่งผลให้คาดการณ์ว่าสัดส่วนรถ A.T. (แบบออโต้) ในตลาดรวมปีนี้จะพุ่งสูงถึง 66% จาก 58% ในปี 2025 ที่ผ่านมา
“ตลาดรถจักรยานยนต์เติบโตสวนกระแสรถยนต์ 4 ล้อที่ค่อนข้างซบเซา มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ คนเมืองที่คุ้นเคยกับเกียร์ออโต้หันมาใช้รถจักรยานยนต์ A.T. เป็นพาหนะเสริมเพื่อความประหยัดและสะดวกในภาวะเศรษฐกิจตึงตัวและน้ำมันแพง ประกอบกับกำลังซื้อในสังคมเมืองยังคงแข็งแกร่ง แตกต่างจากกลุ่มรากหญ้าในต่างจังหวัดซึ่งเป็นฐานลูกค้ารถ Family (แบบมีเกียร์) ที่กำลังซื้อหดตัวลงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและรายได้ภาคเกษตร”
โดยการบุกตลาดในครึ่งปีหลัง นำโดยโปรเจกต์ไฮไลต์และการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ได้แก่


ตระกูลรถขนาดเครื่องยนต์ 160 CC. นำโดย ‘New Honda Click 160’ และ ‘New Honda PCX 160’ ที่ปรับสีสันใหม่ เน้นความสปอร์ตและหรูหราพรีเมียม


กลุ่มลิมิเต็ดเอดิชัน จับกระแสความชื่นชอบเฉพาะกลุ่มผ่านการคอลแล็บส์กับคาแรคเตอร์ในกลุ่มพิกซาร์อย่าง ‘บัซ ไลท์เยียร์’ (Buzz Lightyear) หุ่นของเล่นนักรบอวกาศจากแฟรนไชส์แอนิเมชันทอย สตอรี่ ในรุ่น ‘New Honda Giorno+ Buzz Lightyear Limited Edition’ ผลิตจำกัด 2,000 คัน และเอาใจสายวินเทจด้วย ‘New Honda Super Cub Tokyo 80s Limited Edition’ ในกลิ่นอายเสน่ห์ของวัฒนธรรมซิตี้ป๊อปในประเทศญี่ปุ่นช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึง 1980 ผลิตจำกัด 500 คัน
กลุ่มรถครอบครัว ตระกูล Wave 110 และ Wave 125 ยังคงเป็นรุ่นรถจักรยานยนต์ที่ขายดีเป็นอันดับ 1 ในภาพรวมของประเทศ ด้วยยอดขายสูงถึงประมาณ 400,000 ถึง 420,000 คันต่อปี
ส่วนของธุรกิจอนาคต นำโดยยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ โดยบริษัทมียอดจำหน่ายรถอีวีสองล้อรุ่น UC3 ในครึ่งปีแรกราว 1,087 คัน และตั้งเป้าทั้งปีที่ 4,000 คัน
สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญสูงสุด คือการสร้างความยั่งยืนผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ โดยปัจจุบันมีการขยายสถานีสาธารณะไปแล้ว 16 จังหวัด รวม 49 พื้นที่ 100 เสาชาร์จ หรือ 200 หัวชาร์จ และตั้งเป้าหมายขยายให้ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย ภายในปี 2027
“สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยผลักดันตลาดรถอีวีสองล้อให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้คือการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จให้ครอบคลุม มากกว่าเพียงแค่พึ่งพาเงินอุดหนุนซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราว”
ทั้งนี้ บริษัทยังได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการอุดหนุน EV 3.0 และ 3.5 ของภาครัฐ ที่ให้ส่วนลด 10,000 บาทต่อคัน ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้นในระยะแรก
ด้านแผนงานการผลิตรถในประเทศ บริษัทยืนยันถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตหลักและศูนย์กลางการวิจัยพัฒนาสำหรับรถจักรยานยนต์ในระดับภูมิภาค
โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ประมาณ 1.75 ล้านคันต่อปี พร้อมสายการผลิตที่มีความยืดหยุ่นสูง ที่สามารถปรับสัดส่วนเพื่อรองรับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่ไปกับรถน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัทยังคงเน้นย้ำความคุ้มค่าของการคงฐานการผลิตรถอีวีสองล้อในประเทศไทยในระยะยาว เพื่อให้ทีมวิศวกรสามารถศึกษาพฤติกรรมการใช้งานจริงและแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิคหรือด้านความปลอดภัยได้อย่างรวดเร็วตรงจุด
รวมทั้งมุ่งสนับสนุนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยผ่านการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการจ้างงานแรงงานฝีมือชาวไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในการลดต้นทุนผ่านการผลิตในปริมาณมากเมื่อตลาดรถอีวีสองล้อเติบโตขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ การเน้นใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศในสัดส่วนที่สูงยังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินเยนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในด้านการบริหารจัดการ บริษัทยืนยันจะพยายามตรึงราคาสินค้าเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด แม้จะเผชิญความผันผวนของต้นทุนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ
รวมถึงได้ดำเนินการแก้ปัญหายอดค้างส่งของรุ่นยอดนิยมอย่าง Giorno+ โดยปรับปรุงกำลังการผลิตจนระยะเวลารอรถลดลงเหลือเพียง 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
