ทั่วโลกประจักษ์แล้วว่า จีนเมื่อครั้งอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบัน จีนเป็นทั้งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ-การค้าและยังได้ชื่อว่าเป็นโรงงานโลกอีกด้วย 

หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ทำให้จีนพัฒนามาได้ถึงขั้นนี้คือ จู หรงจี (Zhu Rongji)  นายกรัฐมนตรีที่ครองตำแหน่งอยู่ในช่วงปลายยุค 90 ถึงกลางยุค 2000 แต่น่าเสียดายที่บุคคลสำคัญผู้นี้เสียชีวิตลงแล้ว 

จู หรงจี เกิดเมื่อ 23 ตุลาคม 1928 ในตระกูลนักวิชาการมณฑลหูหนาน ทางภาคกลางของจีน โดยแม้โชคร้ายที่ทั้งพ่อและแม่เสียชีวิตห่างกันเพียงไม่กี่ปีขณะที่เขายังเด็ก แต่ลุงก็ไม่ทอดทิ้ง เลี้ยงดูและส่งเสียให้เรียน 

ปี 1951 จู หรงจี จบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า และเข้าทำงานเป็นข้าราชการพลเรือนจีนประจำกระทรวงอุตสาหกรรมไม่นานหลังจากนั้น 

อย่างไรก็ตามในปี 1958 ขณะที่ได้ขึ้นเป็นรองประธานฝ่ายนโยบายทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีน เขาได้ไปวิจารณ์นโยบายรัฐบาลกลาง ทำให้ถูกลดขั้น ขับออกจากพรรค และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวอย่าง 

วิกฤตในชีวิตของ จู หรงจี เพราะพิษการเมืองนี้ จะดำเนินต่อเนื่องไปอีกหลายปี โดยหลัง เหมา เจ๋อตุง เสียชีวิตในปี 1976 ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 20 ปี หลังถูกกีดกันและลงโทษ จู หรงจี ก็กลับมามีความก้าวหน้าทางการเมืองอีกครั้ง 

และต่อมายังได้ไปเป็นอธิการบดีสถาบันเศรษฐกิจและบริหารจัดการแห่งมหาวิทยาลัยชิงหัว อีกด้วย

ถัดจากนั้นชีวิตของ จู หรงจี ก็มีแต่ความก้าวหน้า โดยในปี 1988 ได้เป็นนายกเทศมนตรี นครเซี่ยงไฮ้ ต่อด้วยการเข้ามาดูแลนโยบายทางการเงิน-การคลัง

และมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจของประเทศ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี พร้อมควบตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางจีนในปี 1993 

จุดสูงสุดในชีวิตของ จู หรงจี มาถึงในปี 1998 โดยเขาได้รับเลือกจากคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในยุคที่ เจียง เจ๋อ หมิน เป็นประธานาธิบดี 

จู หรงจี เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของจีนต่อจาก หลี่ เผิง โดยหลังเข้ารับตำแหน่ง เขาก็เดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน ทั้งดึงการบริหารจัดการด้านภาษีมาอยู่กับรัฐบาลกลาง 

เปลี่ยนหลายหน่วยงานเป็นรัฐวิสาหกิจ ตามด้วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติโดยเฉพาะภาคการผลิต ซึ่งถือเป็นการวางฐานให้จีนได้ชื่อว่าโรงงานโลกในเวลาต่อมา และยังเป็นผู้ริเริ่มนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีเข้ามาใช้

จู หรงจี ไม่หยุดแค่นั้น โดยเขายังแก้ไขปัญหาการทุจริตในวงการอย่างจริงจัง พาจีนเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) และเปิดประตูรับกระแสโลกาภิวัตน์ อีกด้วย 

ในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ จู หรงจี เป็นที่จดจำจากการใช้ภาษาอังกฤษได้ดี แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และเปิดกว้าง ขณะเดียวกันยังตอบคำถามของนักข่าวตะวันตกได้อย่างชาญฉลาด 

เช่นครั้งหนึ่ง เมื่อถูกถามว่า เป็น มิคาอิล กอบาชอฟ ของจีน หรือไม่ เขาตอบกลับไปว่า ตนเป็น จู หรงจี ของจีน ซึ่งสะท้อนว่า แม้เป็นสายปฏิรูปเหมือนกับผู้นำโซเวียตคนดัง แต่ก็เป็นตัวของตัวเอง และภูมิใจในความเป็นจีนด้วย 

ด้วยความสำเร็จเหล่านี้ จู หรงจี ทำให้ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของจีนต้องทึ่ง เพราะเขาได้เปลี่ยนจากคนสวนกระแสพรรคคอมมิวนิสต์จนถูกขับให้ไปอยู่วงนอกและถูกลงโทษทางการเมืองอย่างหนัก 

กลายมาเป็นนักการเมืองระดับสูงคนสำคัญในรัฐบาลไปแล้ว และยังเป็นที่รู้จักในต่างประเทศอีกด้วย

ทว่าการเดินหน้าปฏิรูปอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องของ จู หรงจี ก็ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนมากมาย 

เพราะนโยบายดังกล่าวทำให้มีชาวจีนมากถึงกว่า 30 ล้านคนต้องตกงานในเวลาเพียง 5 ปี และยังทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในจีนรุนแรงขึ้นอีกด้วย 

หลังลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2003 จู หรงจี ก็กลับไปจับงานวิชาการ และเขียนบันทึกความทรงจำออกมาหลายเล่ม ซึ่งก็ได้รับการแปลในหลายภาษา และขายดีในหลายประเทศ 

นอกจากงานเหล่านี้แล้ว จู หรงจี ยังบริจาคเงินมากมายให้การกุศล แต่ในปี 2022 เขาก็ตกเป็นข่าวอีกครั้ง หลังสื่อในสหรัฐฯ รายงานว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการดำรงตำแหน่งต่อเป็นสมัยที่ 3 ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพราะขัดต่อระบบของพรรคคอมมิวนิสต์จีน 

12 สิงหาคมที่ผ่านมา จู หรงจี จากไปอย่างสงบด้วยวัย 97 ปี โดยสื่อของทางการจีนยกย่องว่า เป็นสมาชิกพรรคที่มีผลงานโดดเด่น นักสู้ที่ต้องเผชิญบททดสอบยาวนาน และนักการเมืองระดับสูงคนสำคัญที่ฝากผลงานไว้มากมาย / bbc, wikipedia