ปิดดีลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ การขายหุ้น 30% ของ Liverpool สโมสรชั้นนำในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ เอฟเอสจี กลุ่มทุนอเมริกันด้านกีฬาถือครองอยู่ให้กับ กลุ่มทุน 1892 ที่นำโดย อมิต บาเทีย นักธุรกิจอังกฤษเชื้อสายอินเดีย
ซึ่งบุคคลสำคัญที่ทำให้ดีลนี้ถูกจับตามองอย่างมากคือ เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซดังอย่างอเมซอน
ดีลดังกล่าวทำให้ เจฟฟ์ เบโซส ได้เข้ามาลงทุนในวงการกีฬาตามที่ตั้งใจไว้เสียที
เอฟเอสจี ยืนยันว่า ยังครองอำนาจตัดสินใจส่วนใหญ่เช่นเดิม และ 1892 จะทำให้สถานะทางการเงินดีขึ้น พร้อมช่วยขยายกิจการไปยังกิจการด้านอื่นๆ

เช่น เทคโนโลยี ซึ่งผู้ที่ดูแลอาจเป็น เจฟฟ์ เบโซส และขยายตลาดอินเดียซึ่งอาจดูแลโดย อมิต บาเทีย ที่จะขึ้นมาเป็นรองประธานสโมสร
นี่จึงทำให้ปัจจุบัน “หงส์แดง” เป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่มีสถานะทางการเงินดีเยี่ยม ไร้ความกังวลในเรื่องการใช้จ่ายในทางฟุตบอล และเดินหน้าทำธุรกิจต่างๆ ตรงข้ามกับยุคมืดที่เคยถึงขั้นเกือบล้มละลายมาแล้ว
มีการประเมินว่า เอฟเอสจี ได้เงินจากการขายหุ้นให้ 1892 ไปถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 66,000 ล้านบาท) คิดเป็นกำไรถึง 5 เท่าจากการซื้อลิเวอร์พูล เมื่อ 16 ปีก่อน
ด้านแฟนๆ ลิเวอร์พูล โดยเฉพาะชาวเมืองที่อยู่ใกล้สนาม อยากได้ความชัดเจนว่า ทั้งเอฟเอสจีและ 1892 จะมีแผนการอย่างไรในอนาคต และช่วยเหลือแฟนบอล หรือธุรกิจที่อยู่รอบๆ สนามของสโมสรด้วยหรือไม่
และในเมื่อสถานะทางการเงินของสโมสรดีมากแล้ว ก็ยังไม่ควรมีการขึ้นค่าตั๋ว ซึ่งจะกระทบต่อรายจ่ายของแฟนสโมสรในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้
สื่ออังกฤษ รายงานเพิ่มเติมว่า การเข้ามาของ เจฟฟ์ เบโซส ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งอเมซอน และมหาเศรษฐีอันดับ 4 ของโลก ได้ไปกระตุ้นความกังวลของชาวอังกฤษต่อการปฏิบัติกับพนักงาน จนนำมาสู่การประท้วงหยุดงานของพนักงานอเมซอนในอังกฤษเมื่อปี 2024
ส่วนการตัดสินใจต่างๆ ของเอฟเอสจี ก็คงไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนที่เคยเป็นมาอีกต่อไป เพราะ นอกจาก อมิต บาเทีย ขึ้นมาเป็นรองประธานสโมสรแล้ว
ในบอร์ดบริหารยังจะมีคนของ เจฟฟ์ เบโซส นั่นคือ ไบรอัน บาม เข้ามาอยู่ในบอร์ดบริหารสโมสรด้วย
ดังนั้น เจฟฟ์ เบโซส จะเข้าร่วมในการตัดสินใจด้วยไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในฐานะผู้ร่วมลงทุน และคงสั่งผ่านคนของตน แม้แทบไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องฟุตบอลเลยก็ตาม
สำหรับ เอฟเอสจี เข้ามาซื้อสโมสร ลิเวอร์พูล ในปี หลัง 2010 หลังจอร์จ กิลเล็ตต์ และ ทอม ฮิกส์ สองนักธุรกิจชาวอเมริกัน บริหารผิดพลาด

และยังก่อหนี้ไว้ตั้งแต่ซื้อสโมสรเพราะใช้วิธีกู้เงินมาซื้อกิจการ (Leveraged Buyout) จนทำให้สโมสรเกิดหนี้ท่วมสูงถึง 321 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 10,000 ล้านบาท) ซึ่งหากไม่แก้ไข สโมสรอาจถูกหัก 9 แต้มและอาจล้มละลาย
สถานการณ์ในปี 2010 ของลิเวอร์พูลซับซ้อนขึ้นไปอีก หลัง จอร์จ กิลเล็ตต์ และ ทอม ฮิกส์ ฟ้องร้องบอร์ดบริหารที่ของสโมสร
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ก็ดีขึ้นหลังศาลอังกฤษอนุญาตให้ขายสโมสรลิเวอร์พูลได้ เพื่อช่วยไม่ให้ต้องล้มละลาย
หลังเข้ามาบริหาร เอฟเอสจี ก็ช่วยให้ลิเวอร์พูลดีขึ้นตามลำดับ เห็นได้จาก ปี 2011-2014 หนี้ของลิเวอร์พูล ทยอยลดลง ขณะที่ สนามและศูนย์ฝึกก็ได้รับการปรับปรุง นอกจากนี้ยังมีการลงทุนเพิ่มด้วย
ลิเวอร์พูลมาถึงยุคทองอีกครั้ง หลังได้ เจอร์เกน คล็อปป์ มาเป็นผู้จัดการทีม โดยตลอดปี 2015-2024 เขาพาสโมสรคว้าแชมป์ได้มากมาย ซึ่งในจำนวนนี้มี รายการใหญ่อย่าง พรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รวมอยู่ด้วย
ความสำเร็จในสนามของ ลิเวอร์พูล ทำให้ แบรนด์ของสโมสรกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง โดยในปี 2024 ลิเวอร์พูล ทำเงินเพิ่มเป็น 833 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 27,000 ล้านบาท)
ส่วนผลงานในสนาม ผู้จัดการทีม อาร์เนอ สล็อต ก็พาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาล 2024-25
มาปี 2026 มูลค่าสโมสรของ ลิเวอร์พูล เพิ่มมา 30% จากปี 2010 ซึ่งความสำเร็จทางธุรกิจและการตลาดดังกล่าว
รวมไปถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าลิเวอร์พูล ไม่ได้อยู่ภายใต้การบริหารของ เอฟเอสจี

นี่ทำให้ เอฟเอสจี เห็นว่า ควรเสริมสภาพคล่องทางการเงินของสโมสรให้ดีขึ้นไปอีก กลุ่มตนก็ควรได้ดอกผลจากการบริหารสโมสรมานาน และอาจต่อยอดลงทุนไปในธุรกิจอื่นๆ ได้ จึงนำมาสู่ดีลขายหุ้น 30% ให้กลุ่มทุน 1892 นั่นเอง / bbc, givemesport
