“Civic” เป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นหลักของ Honda ที่ขายดีตลอดกาล และเคยครองตลาดรถยนต์ C-Segment หรือรถนั่งขนาดกลางในไทยด้วยส่วนแบ่งสูงถึง 65%

หมายความว่า หากคนไทยซื้อรถเก๋ง C-Segment 100 คัน จะเป็นรุ่น Civic ไปแล้ว 65 คัน

ประเด็นที่น่าสนใจคือ นับตั้งแต่วันเปิดตัว Civic เป็นซีรีส์ที่มีอายุนานถึง 54 ปีแล้ว แต่ยังคงยืนหยัดได้ในกลุ่มนี้อยู่

แม้ในปัจจุบันหากมองตลาดรถยนต์เมืองไทย จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มชัดเจน คนเริ่มไปสนใจรถ SUV และ EV กันมากขึ้น

แล้วอะไรที่ทำให้ Civic ยังคงยืนหยัดมาได้ถึงวันนี้?

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของ Civic กำเนิดขึ้นในฐานะซีรีส์รถยนต์นั่งรุ่นหลักรุ่นแรกของ Honda ในปี ค.ศ. 1972 (พ.ศ. 2515)

ช่วงทศวรรษ 1970 เป็นยุคที่โลกเกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน Honda จึงพัฒนา Civic ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เรื่องความประหยัดและการใช้งานทั่วไปเป็นหลัก

จุดที่ทำให้ Civic สร้างชื่อได้ในวงการยานยนต์โลก คือการเป็นแบรนด์แรกๆ ที่พัฒนาเครื่องยนต์ CVCC ผ่านมาตรฐานมลพิษที่เข้มงวดมากของสหรัฐฯ ได้สำเร็จ

Civic แจ้งเกิดในฐานะ “รถบ้าน” ขนาดเล็กที่ใช้งานง่าย และประหยัดน้ำมัน

เมื่อเริ่มขายดีแล้ว รุ่นต่อๆ มา ก็เพิ่มสมรรถนะและดีไซน์ให้ดูทันสมัยและมีความเป็นสปอร์ตมากขึ้น

Civic เข้ามาทำตลาดในไทยครั้งแรกอย่างเป็นทางการในรุ่นที่ 3 หรือที่คนไทยยุคนั้นเรียกกันติดปากว่า “ตาโต”

ช่วงนั้นเป็นยุคที่รถเก๋งกลุ่ม C-Segment กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในไทย เพราะคนชอบขับรถไปไหนมาไหนพร้อมครอบครัว รถเก๋งที่นั่งได้สบายทั้งบ้านจึงตอบโจทย์การใช้ชีวิตพอดี

หลังจากนั้น Civic แต่ละโฉมก็มีชื่อเรียกติดปากคนไทยตามลักษณะเด่นของตัวรถ เช่น “ไฟท้าย 2 ชั้น” “เตารีด” “ตาโต” มาจนถึงรุ่นที่คนรู้จักกันดีในชื่อ “กันดั้ม”

ส่วนการปักหลักในไทยของ Honda ถือว่าเป็นค่ายรถญี่ปุ่นที่อยู่คู่ตลาดไทยมายาวนาน

เริ่มจากการตั้งโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์แห่งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2508 อยู่ที่อำเภอสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ

ปัจจุบันโรงงานแห่งนี้ปรับไปเป็นสำนักงานแทน ส่วนฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ย้ายไปอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง

ต่อมา Honda ตั้งโรงงานรถยนต์แห่งแรกในไทยเมื่อปี 2527 ที่นิคมอุตสาหกรรมบางชัน เป็นโรงงานที่นำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบ

ก่อนจะขยับไปตั้งโรงงานประกอบเต็มรูปแบบครั้งแรกอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ปัจจุบัน โรงงานที่อยุธยาปรับไปเน้นผลิตชิ้นส่วน และย้ายฐานการผลิตรถยนต์หลักไปอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี

การวางรากฐานการผลิตและทำตลาดในไทยมาอย่างยาวนานทำให้ Honda มีเครือข่ายศูนย์บริการ อู่ซ่อม และอะไหล่ที่หาได้ง่ายทั่วประเทศ

เมื่อผู้ซื้อไม่ต้องกังวลเรื่องต่างๆ ก็ทำให้ Civic ยังคงเป็นหนึ่งในรถมือสองที่มีคนสนใจมากที่สุดในตลาด โดยเฉพาะโฉม Gen 10 หรือ “กันดั้ม” เป็นหนึ่งในรุ่นยอดฮิตที่สุดสำหรับตลาดรถมือสอง

เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Civic ขายดีในกลุ่มของตัวเอง

เรื่องต่อมาคือ Civic มีการปรับตัวอยู่ตลอด ไม่ได้ยึดติดกับสูตรเดิม

จากยุคแรกที่เป็นรถเล็ก เน้นประหยัด เหมาะกับการใช้งานในเมือง เพราะเกิดจากวิกฤตน้ำมัน เริ่มขยับมาเป็นรถที่เพิ่มสมรรถนะ และสร้างภาพลักษณ์ความเป็นสปอร์ตมากขึ้นในบางรุ่น

ก่อนจะปรับตัวถังให้ใหญ่ขึ้น ขยับไปจับกลุ่มตลาดที่สูงขึ้นกว่าเดิม

มาถึงรุ่นปัจจุบัน Civic ก็เพิ่มเทคโนโลยี Hybrid เข้ามา ตอบโจทย์คนที่อยากประหยัดน้ำมันมากขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว

เป็นการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย และตอบโจทย์ของคนในแต่ละยุคได้ 

ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายนอกก็มีผลไม่น้อยทีเดียว

เมื่อตลาดเปลี่ยนทิศ คู่แข่งเดิมก็เริ่มถอยออกจาก C-Segment ไปทำตลาดกลุ่มอื่นมากกว่า

เช่น คู่แข่งสำคัญอย่าง Toyota ที่มีรุ่นในกลุ่ม C-Segment คือ Altis ก็ปรับทิศทางไปเน้นหนักกับกลุ่ม B-Segment อย่าง Yaris Ativ และ SUV อย่าง Corolla Cross แทน

Civic จึงสามารถครองตำแหน่งผู้นำตลาดในกลุ่มนี้ได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ข้อมูลยอดขายสรุปทั้งปี 2568 จากเว็บไซต์ autolifethailand พบว่า กลุ่ม C-Segment ในไทยมีรวมกัน 16,814 คัน โดยนับเฉพาะ Civic รุ่นเดียว ทำยอดขายไปได้ 11,756 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 65%

อย่างไรก็ดี ในสนามนี้เริ่มเห็นสัญญาณคู่แข่งใหม่ที่เข้ามาสั่นคลอนแล้ว

ยอดขายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ส่วนแบ่งตลาด Civic ปรับลดลงมาอยู่ที่ 53% เพราะมีคู่แข่งอย่าง Tesla Model 3 เข้ามากินส่วนแบ่งไปได้ 28% ในกลุ่มเดียวกัน

ปัจจัยสำคัญมาจาก Tesla ปรับราคาให้จับต้องได้มากขึ้น ทำให้มีคนเปลี่ยนใจไปหา EV มากขึ้นด้วย

เป็นสัญญาณที่เห็นได้ชัดเจนว่า คู่แข่งจากฝั่งรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้มาเล่นๆ อีกแล้ว

คำถามที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ Civic รถเก๋งขวัญใจคนไทย จะรักษาตำแหน่งผู้นำในกลุ่ม C-Segment ไปได้อีกนานแค่ไหน ในวันที่คู่แข่งใหม่เข้ามาหายใจรดต้นคอแล้ว