สื่อธุรกิจและเทคโนโลยีสหรัฐฯ หลายแห่งรายงานตรงกันว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมชิปอย่าง Nvidia ได้เปิดดีลเข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์มเอไอ Hugging Face ด้วยมูลค่าสูงถึง 12,900 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 450,000 ล้านบาท)
โดยเป็นการยื่นข้อเสนอครั้งที่ 2 หลังดีลลงทุน 500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 16,500 ล้านบาท) ของ เอ็นวิเดียเมื่อปลายปี 2025 ถูก ฮักกิ้ง เฟซ ปฏิเสธ
ซึ่ง ณ เวลาดังกล่าว มูลค่าบริษัทของ ฮักกิ้ง เฟซ อยู่ที่ 7,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 237,000 ล้านบาท)
แม้เป็นการรายงานอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ แต่ดีลดังกล่าวก็ถูกจับตามองอย่างมาก ทั้งด้วยมูลค่าดีลมหาศาล และความสำคัญของ ฮักกิ้ง เฟซ ต่อวงการเอไอ
ฮักกิ้ง เฟซ เป็นบริษัทสหรัฐฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2016 ที่นิวยอร์ก ในฐานะบริษัทสตาร์ทอัพโดยชาวฝรั่งเศส 3 คน โดยช่วงแรกเน้นพัฒนาแชตบอทสำหรับวัยรุ่น

แต่ต่อมาเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นแพลตฟอร์มเอไอแบบเปิด (Open Source) ลักษณะคล้ายห้องสมุด ซึ่งแม้แทบไม่ได้คิดอะไรใหม่เลย แต่ก็ได้รับความสนใจ ทำเงินและได้เงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ฮักกิ้ง เฟซ เก็บค่าสมาชิกรายเดือน ซึ่งมีทั้งแบบเดี่ยวและแบบกลุ่ม ที่ 9 และ 20 ดอลลาร์ (ประมาณ 296 ถึง 658 บาทตามลำดับ) ให้นำโมเดลเอไอในคลังไปพัฒนาต่อได้

ขณะเดียวกันยังมีรายได้จากการเก็บค่าใช้โมเดลเอไอต่อครั้งจากลูกค้าระดับองค์กร และรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเอไอ และให้เช่าบริการพื้นที่เก็บบนเซิร์ฟเวอร์หรือคลาวด์ระดับองค์กรขนาดใหญ่ (Enterprise hub hosting)
นอกจากนี้ ฮักกิ้ง เฟซ ยังสามารถระดมทุนจากบริษัทเทคโนโลยีใหญ่หลายแห่ง ทั้ง อินเทล ไอบีเอ็ม กูเกิ้ล รวมถึง เอ็นวิเดีย เป็นเงินกว่า 230 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7,580 ล้านบาท) แล้วอีกด้วย
ทว่ากรกฎาคมที่ผ่านมา ก็เกิดเรื่องน่ากังวลขึ้นกับ ฮักกิ้ง เฟซ เมื่อโมเดลเอไอ ของโอเพ่นเอไอ 2 ตัว เกิดหลุดออกจากระบบปิด เล็ดลอดเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต และเจาะเข้าไปในระบบภายในของ ฮักกิ้ง เฟซ
ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายด้านการควบคุมและบริหารจัดการเอไอที่วงการเทคโนโลยีระดับโลกกำลังเผชิญ
สำหรับดีลซื้อกิจการ ฮักกิ้ง เฟซ หากปิดดีลได้ด้วยมูลค่า 12,900 ล้านดอลลาร์ แม้เป็นดีลทางธุรกิจที่มีมูลค่ามากเป็นอันดับ 2 ตลอดเกือบ 30 ปีของ เอ็นวิเดีย
รองจากดีลซื้อเทคโนโลยีจาก กร็อค มูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 658,000 ล้านบาท) เมื่อปี 2025 แต่จะเป็นดีลซื้อกิจการใหญ่สุดในวงการชิป
ท่ามกลางขาขึ้นของอุตสาหกรรมชิปจากความต้องการชิปและการเติบโตของเอไอทั่วโลก จนหุ้นบริษัทชิปปรับตัวขึ้นมากสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งหมด
และผลประกอบการของบริษัทชิปก็โตขึ้นถ้วนหน้า จนกล่าวได้ว่าช่วงนี้คือยุคทองของอุตสาหกรรมชิป
หลักฐานยืนยันเรื่องนี้คือ เฉพาะ เอ็นวิเดีย เพียงบริษัทเดียว ในไตรมาส 2 ปี 2026 ก็ทำเงินได้มากถึง 96,200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 106% จากไตรมาสเดียวกันของปี 2025
โดย เอ็นวิเดีย คาดการณ์ว่าไตรมาส 3 ปี 2026 จะทำเงินได้เพิ่มไปอีกเป็น 108,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.5 ล้านล้านบาท)
ดังนั้นแม้ต้องทุ่มเงินซื้อ ฮักกิ้ง เฟซ แต่เงินก้อนดังกล่าวจะเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งจากรายได้ของ เอ็นวิเดีย และยังเป็นการรุกสู่ธุรกิจซอฟต์แวร์ ต่อยอดจากฮาร์ดแวร์ที่เป็นเสาหลักมานาน พร้อมเขย่าวงการเอไอได้อีกด้วย / japantoday-afp
