กลายเป็นประเด็นใหญ่-ประเด็นร้อนของโลกในปี 2026 ไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ผุดขึ้นทั่วโลก เพราะแม้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาเครือข่ายเอไอ
แต่ก็ตามมาด้วยปัญหามากมาย ทั้งส่งเสียงดัง ความร้อน และการใช้น้ำ รวมไปถึงมลพิษต่างๆ ซึ่งส่งผลให้บรรดาบริษัทเทคโนโลยีต้องหาทางเลือกใหม่ในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ นั่นคือหนีจากบนบกแล้วมุดลงไปใต้น้ำ
ไอเดียการย้ายดาต้าเซ็นเตอร์ลงสู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะทะเลและมหาสมุทร กำลังได้รับความสนใจ เนื่องจากนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน และลดการใช้พลังงานแล้ว ยังประหยัดน้ำจืด ไม่กินพื้นที่บนบก และห่างไกลชุมชนอีกด้วย

ไมโครซอฟต์ หนึ่งในบริษัทกลุ่มยักษ์เทคของสหรัฐฯ เป็นบริษัทแรกๆ ในโลกที่ผลักดันไอเดียนี้ ด้วย “โปรเจกต์ นาติก” ในปี 2015 ซึ่งเป็นการติดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำบริเวณหมู่เกาะออร์กนีย์ ของสกอตแลนด์
โปรเจกต์นี้มีแนวโน้มไปได้สวย โดยผลการทดสอบในอีก 2 ปีต่อมาพบว่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์เสียหายน้อยกว่าบนบกถึง 8 เท่า เนื่องจากอยู่ในระบบปิดที่ไร้ออกซิเจน ไม่มีความชื้น และไร้การรบกวนจากมนุษย์ที่อาจทำให้ระบบเสียหายโดยไม่ตั้งใจ
ทว่า ไมโครซอฟต์ ก็ได้ยุติโครงการนี้ไปในปี 2024 โดยมีการคาดว่าเกิดจากปัญหาเรื่องใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อม และความยากลำบากในการอัปเกรดอุปกรณ์ จึงหันกลับมาเน้นดาต้าเซ็นเตอร์บนบกที่ขยายขนาดและซ่อมแซมได้ง่ายกว่า
จีนเป็นอีกประเทศที่เดินหน้าใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำแล้ว โดยเป็นโครงการเซ็นเตอร์ใต้น้ำพลังลมแห่งแรกมูลค่า 226 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7,445 ล้านบาท) ที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งเริ่มทดลองใช้ในปี 2025 และปีนี้ได้เปิดใช้ในเชิงพาณิชย์แล้ว
ผลการใช้ค่อนข้างน่าพอใจ เพราะสูบน้ำทะเลมาระบายความร้อนแทนน้ำจืด ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าลงอย่างน้อย 30% และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
ด้านญี่ปุ่นก็ไม่น้อยหน้า โดยได้มีการทดลองใช้ดาต้าเซ็นเตอร์แบบตู้คอนเทนเนอร์ติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำใกล้เมืองโยโกฮาม่า โดยใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่บนทุ่น พร้อมใช้น้ำทะเลระบายความร้อน ซึ่งกำหนดทดลองใช้ต่อไปถึงปี 2027
มาที่ประเทศพัฒนาแล้วหนึ่งเดียวของอาเซียนอย่างสิงคโปร์ โดยในปี 2026 ได้เริ่มสร้างเทคโนโลยีใกล้เคียงกับดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำอย่าง ดาต้าเซ็นเตอร์ลอยน้ำสูง 4 ชั้น ที่กำหนดเปิดบริการปี 2028
นี่ถือเป็นไอเดียน่าสนใจที่สอดคล้องกับสิงคโปร์ เพราะสิงคโปร์มีการใช้เอไอกันอย่างจริงจังมากสุดในแถบอาเซียน จึงต้องการดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับประมวลผล
แต่การที่เป็นประเทศเล็กจึงมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ดังนั้น ดาต้าเซ็นเตอร์ลอยน้ำนี้จึงแก้ไขปัญหาข้อนี้ของสิงคโปร์ได้เป็นอย่างดี
กลับไปที่เอเชียตะวันออก โดยเกาหลีใต้ ได้เริ่มวางแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำที่เมืองอุลซาน ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ เพื่อรองรับเซิร์ฟเวอร์กว่า 100,000 เครื่อง และคาดว่าจะช่วยประหยัดพลังงานกว่าบนบกได้ถึง 30%
ขณะที่โปรตุเกส แม้ไม่ได้สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำ แต่ก็ใช้ประโยชน์จากน้ำทะเลด้วยการดึงน้ำทะเลจากมหาสมุทรแอตแลนติกมาใช้ระบายความร้อนให้ดาต้าเซ็นเตอร์ซิน01 บนบก ก่อนปล่อยกลับสู่ทะเล
ทว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำก็ไม่ได้มีแต่ข้อดีไปเสียทั้งหมด เพราะมีอุปสรรคในการซ่อมบำรุง โดยหากเซิร์ฟเวอร์ใต้น้ำขัดข้อง จะไม่สามารถซ่อมแซมจุดที่เสียได้ทันที แต่อาจต้องยกโมดูลดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งชุดขึ้นมาจากผิวน้ำ
ขณะที่มลพิษทางทะเลที่ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำก่อขึ้นก็อาจเป็นปัญหา เพราะมีการปล่อยน้ำที่ผ่านการระบายความร้อนกลับลงสู่ทะเล
และอาจส่งผลกระทบต่อระดับออกซิเจน ค่าพีเอช และอุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นจนกระทบต่อความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตในทะเล
ประเด็นนี้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต เพราะปัจจุบัน ระบบนิเวศทางทะเลทั่วโลกกว่า 60% กำลังเสื่อมโทรมและเผชิญภาวะโลกร้อนอยู่แล้ว

ดังนั้น จากนี้ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำจึงจะเผชิญบททดสอบที่แท้จริง นั่นคือจะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถเติบโตเป็นทางเลือกที่ยั่งยืน ท่ามกลางความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกโดยไม่กลายเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมใหม่ใต้น้ำเสียเองได้หรือไม่
ทั้งนี้ปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกอยู่ราว 8,800 แห่ง และเกือบทั้งหมดอยู่บนบก แต่จากนี้ประเทศต่างๆ และบริษัทเทคโนโลยีจะพากันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง
จนคาดว่าในปี 2030 จำนวนดาต้าเซ็นเตอร์จะเพิ่มเป็นมากถึง 12,000 แห่ง โดยเมื่อถึงเวลาดังกล่าวมูลค่าการลงทุนเพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะเพิ่มสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 230 ล้านล้านบาท) / theconversation
