“อำเภอเมืองสมุทรปราการ” เป็นพื้นที่ที่มีความน่าสนใจและมีเสน่ห์เฉพาะตัวจากความคึกคักหลายรูปแบบ
เป็นที่เดียวที่มีหลายอย่างอยู่รวมกัน ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ฐานทัพเรือ ชุมชนเก่าแก่ นิคมอุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงแลนด์มาร์คท่องเที่ยวที่คนรุ่นใหม่ต้องแวะมาเช็กอิน
ทั้งหมดนี้กำลังสร้าง “5 เศรษฐกิจ” ที่แตกต่างกันขึ้นมารวมอยู่ในอำเภอเดียว
ที่ตั้งของอำเภอเมืองสมุทรปราการ อยู่ติดกับกรุงเทพฯ ฝั่งบางนา-แบริ่ง
ถนนสายหลักคือ ถนนสุขุมวิท ที่ตรงมาจากใจกลางกรุงเทพฯ แล้วเชื่อมต่อไปถนนบางนา-ตราด ออกสู่ภาคตะวันออก
ยังมีถนนศรีนครินทร์ ที่มาจากฝั่งบางกะปิ มาเจอกับถนนสุขุมวิท
เศรษฐกิจแรก คือ “ชุมชนและที่อยู่อาศัย”
ด้วยทำเลที่อยู่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา สมุทรปราการจึงเป็นเมืองท่าที่มีประวัติศาสตร์การค้าขายและการตั้งรกรากมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นที่มาของชื่อเรียกว่า “ปากน้ำ”
คาดว่าชุมชนเริ่มก่อตัวขึ้นบริเวณรอบ “วัดพิชัยสงคราม” หรือรอบ “ตลาดปากน้ำ” ในปัจจุบัน
ก่อนจะมีชุมชนอื่นๆ เกิดขึ้นอยู่ในหลายจุด โดยเฉพาะตามแนวถนนสุขุมวิท เช่น “แพรกษา” ที่มีโครงการที่อยู่อาศัยขึ้นมาใหม่เป็นจำนวนมาก
ด้วยทำเลที่เป็นหน้าด่านทางทะเล สมุทรปราการจึงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ
มีการสร้างเมืองและป้อมปราการเพื่อป้องกันข้าศึกทางทะเล มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2
จุดนี้เองที่ก่อให้เกิดเป็น “เศรษฐกิจจากฐานทัพ”
หมุดสำคัญคือ ในปี พ.ศ. 2495 “โรงเรียนนายเรือ” ได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่ปากน้ำ ซึ่งทุกวันนี้ก็มีรถไฟฟ้าสายสีเขียวใช้ชื่อสถานีนี้อยู่
ฝั่งตรงข้ามกันยังมี “พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ” ตั้งอยู่ติดกัน มีการจัดงานและกิจกรรมมากมายที่ดึงคนเข้ามาเยี่ยมชมได้เรื่อยๆ กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของย่านนี้
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของอำเภอเมืองสมุทรปราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด คือการก่อตั้ง “นิคมอุตสาหกรรมบางปู” ในปี 2520
ทำให้เกิด “เศรษฐกิจการจ้างงาน” ทำให้คนในพื้นที่มีงานทำกว่าหลายหมื่นคนจากการดึงโรงงานเข้ามาอยู่ในนิคม
ตามมาด้วยที่อยู่อาศัย ร้านอาหาร ร้านค้า ระบบขนส่ง และธุรกิจบริการอีกมากมายที่เกิดขึ้นมา
เมื่อโครงสร้างประชากรขยายตัวจากการเป็นเมืองอุตสาหกรรม บวกกับการเดินทางที่สะดวกขึ้นจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ลากยาวมาสุดที่สถานีการเคหะฯ
ภาพของสมุทรปราการจึงเปลี่ยนไป กลายเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดทั้งคนในพื้นที่และคนรุ่นใหม่จากกรุงเทพฯ ให้เข้ามาท่องเที่ยวและเช็กอิน
เห็นได้จากการขยายตัวของ “เศรษฐกิจค้าปลีก” มีห้างใหญ่ที่นำทัพคือ “โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สมุทรปราการ”
เป็นห้างในเครือเซ็นทรัล ที่ใช้โมเดล “โรบินสัน ไลฟ์สไตล์” ขยายตลาดเจาะพื้นที่หัวเมืองและปริมณฑลที่มีการเติบโตสูง ซึ่งเพิ่งผ่านการรีโนเวทครั้งใหญ่ไปไม่นาน
ห้างนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกับ “บิ๊กซี” ห้างเก่าแก่ที่อยู่คู่ย่านนี้มายาวนาน ซึ่งรีแบรนด์ใหม่เป็น “บิ๊กซี เพลส สมุทรปราการ”
สองห้างนี้เองที่ทำให้เศรษฐกิจของสมุทรปราการคึกคักขึ้นไปอีกขั้น
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การเติบโตของเมืองสมุทรปราการไม่ได้เกิดขึ้นจากห้างใหม่เพียงอย่างเดียว
เพราะยังมีตลาดดั้งเดิมอย่าง “ตลาดปากน้ำ” ที่คึกคักไม่แพ้กัน มีของขายทั้งกลางวันและกลางคืน
เป็นแหล่งรวมร้านตำนานมากมาย เช่น “โกโก้อาม่า” และร้านเด็ดอื่นๆ อีกมากมายที่ปรากฏอยู่ตามรีวิวทั่วไป
จนคนรุ่นใหม่ยกให้เป็น “มินิเยาวราช” หรือ “เยาวราชสาขาสอง”
และสุดท้าย “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” อำเภอเมืองสมุทรปราการ ก็มีแลนด์มาร์คขึ้นชื่ออยู่หลายแห่ง
เริ่มตั้งแต่ “ช้างสามเศียร” หรือพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ เป็นเหมือนแลนด์มาร์คใหญ่ที่บอกคนว่ากำลังจะถึงตัวเมืองสมุทรปราการแล้ว และมีสถานีรถไฟฟ้าใช้ชื่อ “ช้างเอราวัณ” ให้คนรู้เลยว่าอยู่ตรงนี้
ขยับไปอีกหน่อยก็เป็น “สถานตากอากาศบางปู” ที่มีมาตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ทุกวันนี้ยังคงเป็นปลายทางยอดนิยมที่คนจากกรุงเทพฯ ชอบมาพักผ่อนในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์
และล่าสุดมีประเด็นไวรัลระดับประเทศ คือ การกลับมาเกิดใหม่ของ “ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ” ซึ่งเป็นฟาร์มจระเข้แห่งแรกและเคยใหญ่ที่สุดในโลก
เกิดจากมีคลิปแสดงช้างที่มีผู้ชมเพียง 1 คน ทำให้ผู้คนมากมายรู้สึกเห็นใจ กลับไปเยี่ยมชมฟาร์มแห่งนี้จนทำให้การจราจรหนาแน่นในพื้นที่
เป็นการจุดให้เศรษฐกิจในพื้นที่อำเภอเมืองคึกคักและมีชีวิตชีวาขึ้นไปอีก
สมุทรปราการในวันนี้ ไม่ใช่ “ปราการ” ที่สร้างกำแพงไว้ป้องกันคนนอกอีกต่อไป
แต่กลายเป็น “ประตูทางเศรษฐกิจ” ที่มีหลายระบบรวมกันอยู่ในที่เดียว สามารถดึงดูดเม็ดเงินมหาศาล และกลายเป็นเมืองเช็กอินของคนรุ่นใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว
