ในงานแถลงข่าว Synology Press Event 2026 ‘แอนโทนี่ หยาง’ (Antoine Yang) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ซินโนโลจี้ จำกัด (Synology Inc.)
กล่าวว่า ปัจจุบัน AI กำลังขยับจากการเป็นแค่การเลือกเครื่องมือ ไปสู่การพิสูจน์ผลลัพธ์ทางธุรกิจ
ผู้ชนะในตลาดไม่ใช่คนที่มีเทคโนโลยี AI ล้ำสมัยที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือองค์กรที่มีความสามารถในการจัดเก็บ เข้าถึง ปกป้อง และนำข้อมูลมาใช้ได้อย่างทันท่วงทีต่อการตัดสินใจ
ทว่าอุปสรรคที่แท้จริงที่ทำให้หลายองค์กรไม่สามารถดึงศักยภาพของ AI มาใช้ได้อย่างเต็มที่ กลับไม่ใช่เรื่องของงบประมาณในการซื้อซอฟต์แวร์ แต่เป็นความไม่พร้อมของข้อมูลหลังบ้านที่กระจัดกระจายและไร้โครงสร้าง
หากระบบผู้ช่วย AI ต้องดึงนโยบายที่ล้าสมัยหรือข้อมูลที่ผิดพลาดไปประมวลผล คำตอบที่ได้ย่อมนำพาทีมงานไปสู่ทิศทางที่ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นการจะเปลี่ยนเทคโนโลยี AI ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว องค์กรต้องเร่งเตรียมความพร้อมและอุดช่องโหว่ผ่านการสร้าง 3 รากฐานสำคัญ เพื่อรับโอกาสจาก AI อย่างแท้จริง
รากฐานตัวแรก คือการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล หรือ Data Infrastructure ที่พร้อมใช้งาน โดยอ้างอิงจากผลสำรวจ ‘The Synology 2026 Southeast Asia Business AI Transformation Survey’ ที่พบว่าร้อยละ 86 ขององค์กรในไทยมองว่าโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับ AI เป็นสิ่งสำคัญ และมีถึงร้อยละ 60 ที่ระบุว่าจะไม่ใช้แนวทางแบบ Cloud First อีกต่อไป
แนวทางการแก้ไขเรื่องนี้ คือองค์กรต้องเปลี่ยนวิธีคิด หันมาใช้สถาปัตยกรรมแบบไฮบริดที่ผสมผสานทั้งออนพรีมิสและคลาวด์ เพื่อรักษาอำนาจในการควบคุมข้อมูลของตนเอง และรับมือกับต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
รากฐานตัวที่สอง คือความสามารถในการรับมือและกู้คืนระบบ หรือ Cyber Resilience การพยายามป้องกันระบบเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไปในยุคที่ผู้ไม่หวังดีใช้ AI สแกนเจาะระบบตลอด 24 ชั่วโมง
จากผลสำรวจยังพบอีกว่า ปัจจุบันมีองค์กรไทยเพียงร้อยละ 9.5 เท่านั้นที่มั่นใจอย่างมากว่าพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจาก AI ขณะที่ร้อยละ 32 ยอมรับว่าไม่มั่นใจว่าจะกู้คืนข้อมูลจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่หรือ Ransomware ได้หรือไม่
วิธีปลดล็อกปัญหานี้ คือองค์กรต้องยกระดับมาตรฐานการสำรองข้อมูล รวมถึงการเก็บข้อมูลแบบออฟไลน์และแบบที่ล็อกไว้ไม่ให้แก้ไขหรือลบได้ พร้อมกับการทดสอบระบบให้กู้คืนได้จริงโดยไม่มีข้อผิดพลาด เพื่อให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินงานต่อได้เร็วที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
รากฐานตัวที่สาม คือการควบคุมการใช้ AI ในสถานที่ทำงาน หรือ AI in the Workplace ภายใต้ธรรมาภิบาลข้อมูลที่เข้มงวด
บ่อยครั้งที่องค์กรปล่อยให้พนักงานใช้ AI สาธารณะเพื่อลดเวลาทำงานเอกสารที่กินเวลากว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่สิ่งนี้กลับนำมาซึ่งความเสี่ยงที่ข้อมูลความลับทางธุรกิจจะหลุดออกไปสู่ภายนอก
แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง คือองค์กรต้องเลิกหวังพึ่งพาเพียงแค่นโยบายการขอความร่วมมือ แต่ให้ลงมือใช้มาตรการควบคุมเชิงเทคนิคแทน เช่น การใช้ระบบคัดกรองและเซ็นเซอร์ข้อมูลก่อนส่งออกไปประมวลผล เพื่อรักษาอธิปไตยของการเป็นเจ้าของข้อมูลกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์
ซึ่งผลสำรวจระบุว่าปัจจุบันร้อยละ 34 ขององค์กรไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมการใช้ AI ของพนักงานเลย ถือเป็นช่องโหว่ที่ต้องเร่งแก้ไข
นอกจากเตรียมความพร้อมทั้งสามรากฐานแล้ว การจะไปสู่จุดหมายได้อย่างรวดเร็วยังต้องอาศัยการบูรณาการเครื่องมือที่ช่วยเร่งสปีดของธุรกิจ การประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มที่สามารถรวบรวมการบริหารจัดการข้อมูล การปกป้องข้อมูล และระบบกู้คืนภัยพิบัติไว้ในโซลูชันเดียว เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้องค์กรเดินหน้าใช้งาน AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ
ความเชื่อที่ว่าการมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถควบคุมข้อมูลได้ ขยายขนาดรองรับอนาคตได้ และมีระบบกู้คืนที่เชื่อถือได้จริง คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถพลิกเกมและก้าวขึ้นเป็นผู้นำในยุคการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจด้วย AI ได้อย่างก้าวกระโดด
ในยุคที่เทคโนโลยีหมุนไว ต้องเลิกมองข้ามความสำคัญของข้อมูลหลังบ้าน เลิกรอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยแก้
แต่ต้องรีบนำหลักการปกป้องและจัดระเบียบข้อมูลไปเปลี่ยนเป็นการลงมือทำให้ไวที่สุด
เพราะในโลกธุรกิจยุค AI ปัจจุบัน องค์กรที่ข้อมูลพร้อมใช้ ระบบกู้คืนได้ และการกำกับดูแลทำงานได้จริง คือผู้ชนะอย่างแท้จริง
