สมาร์ทวอทช์และอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะบนข้อมือในไทย พุ่งทะยานสู่สนามแข่งขันระดับหมื่นล้านบาท

พลิกโฉมจากนาฬิกาบอกเวลาและอุปกรณ์นับก้าวทั่วไปสู่ฟังก์ชันนอลไอเทมดูแลสุขภาพเชิงลึกระดับคลินิกและสินค้าไลฟ์สไตล์สะท้อนตัวตน

แบรนด์มุ่งเดินหน้ายึดพื้นที่บนข้อมือในทุกกิจวัตรของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองว่าสมาร์ทวอทช์คือ มาตรฐานชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่แกดเจ็ตทางเลือกอีกต่อไป

ตลาดสมาร์ทวอทช์ในประเทศไทยตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเคลื่อนไหวคึกคักและเติบโตสอดรับกับเทรนด์สุขภาพโลก

โดยแม้ภาพรวมตลาดสมาร์ทวอทช์โลกในไตรมาส 2 ปี 2569 จะเริ่มชะลอตัวลงจากวัฏจักรการเปลี่ยนเครื่องที่ยาวนานขึ้น แต่ตลาดในประเทศไทยกลับยังขยายตัวได้อย่างร้อนแรง

ตลาดนี้ได้รับอานิสงส์หลักจากการขยายตัวของอีโคซิสเต็มสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพได้อย่างไร้รอยต่อ และกระแสการออกกำลังกายกลางแจ้งทั้งการวิ่งมาราธอน วิ่งเทรล ไตรกีฬา ไปจนถึงกีฬาแร็กเกตอย่างแบดมินตันและเทนนิสฟีเวอร์ที่เข้ามาตอบโจทย์สายแอคทีฟ

แบรนด์กลุ่มขับเคลื่อนตลาดและผู้เล่นกลุ่มเฉพาะทางต่างต้องปรับตัวเพื่อสร้างความแตกต่าง โดยหันมาโฟกัสเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งระบบวิเคราะห์สุขภาพด้วย AI และฟีเจอร์เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนที่เป็นพระเอกครองส่วนแบ่งตลาดเกือบครึ่ง การติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดสัญญาณชีพระดับการแพทย์ และการนำทางด้วยระบบดาวเทียม GPS ความแม่นยำสูงที่ติดตัวมากับเรือนเวลา

รวมถึงกลยุทธ์การตลาดที่เจาะลึกถึงไลฟ์สไตล์และแฟชั่นลักชัวรี สอดรับกับกระแสนิยมการโหยหาเสน่ห์เรือนเวลาอนาล็อก ซึ่งกลุ่มคนทำงานและนักสะสมหันมานิยมสมาร์ทวอทช์หน้าปัดเข็มจริงแบบไฮบริดและสายรัดข้อมือไร้หน้าจอกันมากขึ้น เพื่อหลีกตัวจากความวุ่นวายและถาโถมของการแจ้งเตือนข่าวสารบนหน้าจอดิจิทัล

ตลอดจนการเกิดเทรนด์ใหม่ ๆ อย่างการสวมใส่นาฬิกาสองเรือนหรือการจับคู่เรือนเวลาคลาสสิกเข้ากับสายรัดข้อมืออัจฉริยะไร้หน้าจอ ที่กำลังเป็นไวรัลในกลุ่มนักกีฬาอาชีพและคนรักสุขภาพ

หลังจากที่เหล่าเซเลบริตี้และนักวิ่งระดับแนวหน้าแชร์ลุคการซ้อมและไลฟ์สไตล์ประจำวันบนโซเชียลมีเดีย รวมถึงปรากฏการณ์ที่แบรนด์สปอร์ตระดับโลกดึงนักวิ่งเจ้าของสถิติมาราธอนประเทศไทยอย่าง คีริน ตันติเวทย์ ขึ้นแท่นโกลบอลแบรนด์แอมบาสเดอร์คนไทยคนแรก

ด้วยการนำสมาร์ทวอทช์ที่มีกรอบหน้าปัดถอดเปลี่ยนได้หรือเรือนเวลาหน้าปัดเข็มซ่อนจอดิจิทัลมาสวมใส่คู่กับชุดทำงาน ชุดลำลอง หรือชุดสปอร์ตแฟชั่น เพื่อเพิ่มลูกเล่นให้ข้อมือดูมีดีเทลและมีมิติที่โดดเด่นไม่น่าเบื่อ ตอกย้ำถึงความชื่นชอบในกลิ่นอายอนาล็อกที่ผสานเข้ากับเทคโนโลยีของคนยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน

ทั้งมิติของความเหนื่อยล้าทางดิจิทัล ที่ผู้บริโภคจำนวนมากต่างก็เบื่อหน่ายกับการที่ต้องคอยถอดนาฬิกามาชาร์จแบตเตอรีทุกคืน หรือการเผชิญกับหน้าจอแจ้งเตือนที่รบกวนสมาธิในเวลาพักผ่อน

จนหันมาให้ความสนใจกับการฝึกสมาธิผ่านสมาร์ทวอทช์ที่เติบโตขึ้นในไทย ควบคู่ไปกับการมองหาเรือนเวลาที่แบตเตอรีอึดทนนานหลายสัปดาห์

ตลาดสมาร์ทวอทช์ แตะ 1.3 หมื่นล้านบาท
ปี พ.ศ. มูลค่าตลาดสมาร์ทวอทช์ในประเทศไทย
2566 11,220 ล้านบาท
2567 11,840 ล้านบาท
2568 12,480 ล้านบาท
2569 (คาดการณ์) 13,160 ล้านบาท
อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 33.58 บาท
ที่มา: Statista, Polaris Market Research, Vyansa Intelligence, Mordor Intelligence, Counterpoint Research / ตุลาคม 2569

 

สัดส่วนตลาดสมาร์ทวอทช์ในไทย ปี 2569 

มูลค่า 13,160 ล้านบาท แบ่งตามเซกเมนต์ผลิตภัณฑ์

Flagship & Lifestyle Ecosystem (สมาร์ทวอทช์เรือธงและไลฟ์สไตล์เชื่อมต่อสมาร์ทโฟน) 48%
Sports, Running & Outdoor GPS (สมาร์ทวอทช์สายวิ่ง มัลติสปอร์ต และผจญภัย) 27%
Smart Band & Budget Fitness (สายรัดข้อมืออัจฉริยะและสมาร์ทวอทช์ราคาประหยัด) 17%
Hybrid Analog & Kids Smartwatch (สมาร์ทวอทช์หน้าปัดเข็มไฮบริดและนาฬิกาเด็ก) 8%
ที่มา: Statista, Polaris Market Research, Vyansa Intelligence, Mordor Intelligence, Counterpoint Research / ตุลาคม 2569

ด้านตัวเลขมูลค่าตลาดสมาร์ทวอทช์ในไทยซึ่งเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจนคาดว่าจะแตะระดับ 13,160 ล้านบาทในปี 2569 ส่วนสำคัญยังมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเซกเมนต์สมาร์ทวอทช์รุ่นพื้นฐานราคาประหยัดเริ่มชะลอตัวลงตามทิศทางตลาดโลก

แต่มูลค่าตลาดกลับสูงขึ้นจากการที่ผู้บริโภคยอมจ่ายในราคาที่แพงขึ้นในเซกเมนต์ระดับกลางถึงพรีเมียมและเรือธง (ตั้งแต่ 3,000 บาท ไปจนถึงระดับหลายหมื่นบาท) ที่ก้าวขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาดอย่างสูง

สมรภูมินี้จึงถูกขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการอัปเกรดนวัตกรรมสุขภาพความแม่นยำสูงและดีไซน์ที่สวมใส่ได้ทุกโอกาส ทำให้ทัพหน้าตัวจริง อย่างเช่น ‘แอปเปิล’ (Apple), ‘ซัมซุง’ (Samsung), ‘หัวเว่ย’ (HUAWEI), ‘การ์มิน’ (Garmin) และ ‘เสียวหมี่’ (Xiaomi) ต้องขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด

‘แอปเปิล’ (Apple) พัฒนาสมาร์ทวอทช์ให้เป็นอุปกรณ์ช่วยติดตามสุขภาพในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ยอดจัดส่งทั่วโลกในไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตขึ้น 14% ล่าสุดทำตลาดด้วยรุ่น Apple Watch Series 12 ที่ปรับปรุงระบบประมวลผลใหม่เพื่อช่วยจัดระเบียบข้อมูลสุขภาพ

โดยมีฟังก์ชันติดตามจังหวะการเต้นของหัวใจอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยประเมินความเครียดและการพักผ่อน ระบบสรุปคะแนนความพร้อมของร่างกายในแต่ละวัน รวมถึงฟังก์ชันช่วยสังเกตความผิดปกติของการหายใจขณะหลับและแนวโน้มความดันโลหิตเบื้องต้น พร้อมนำตัวเรือนวัสดุเซรามิกกลับมาวางจำหน่ายควบคู่กับตัวเรือนอะลูมิเนียมและไทเทเนียม

อีกทั้งยังมีสินค้าครอบคลุมหลายระดับราคา ทั้งรุ่น Series 11 และ Series 10 รุ่นสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 49 มม. ที่ชาร์จหนึ่งครั้งใช้งานได้ประมาณสองวันอย่าง Apple Watch Ultra 4 และ Ultra 3 รุ่นเริ่มต้นอย่าง Apple Watch SE 3 หรือ SE (2025) ไปจนถึงรุ่นที่ออกแบบสายและหน้าปัดร่วมกับแบรนด์แฟชั่นฝรั่งเศสอย่าง ‘แอร์เมส’ (Hermès) ในคอลเลกชัน Apple Watch Hermès

‘ซัมซุง’ (Samsung) นำระบบผู้ช่วยอัจฉริยะของแบรนด์เข้ามาช่วยสรุปข้อมูลสุขภาพในนาฬิกา พร้อมปรับรูปทรงตัวเรือนให้โค้งมนและบางลงในตระกูล Galaxy Watch8, Galaxy Watch8 Classic ที่คงเอกลักษณ์ขอบหน้าปัดหมุนได้และใช้กระจกหน้าปัดแบบทนรอยขีดข่วน รวมถึงรุ่น Galaxy Watch8 Pro

โดยมีฟังก์ชันช่วยประเมินค่าสารต้านอนุมูลอิสระเบื้องต้นเพื่อดูแนวโน้มการดูแลสุขภาพของผู้สวมใส่ เสริมด้วยรุ่นตัวเรือนไทเทเนียมที่ใช้งานโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตได้ในตัวโดยไม่ต้องพกสมาร์ทโฟนอย่าง Galaxy Watch Ultra (ขนาด 47 มม.) ตลอดจนรุ่น Galaxy Watch7, Galaxy Watch6 รุ่นราคาย่อมเยา Galaxy Watch FE และสายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ Galaxy Fit3

‘หัวเว่ย’ (HUAWEI) ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทวอทช์อันดับ 1 ของโลกในไตรมาส 2 ปี 2569 ด้วยสัดส่วน 21.8% และเป็นแบรนด์ที่วางจำหน่ายรุ่นย่อยหลากหลายที่สุดในไทย ตั้งแต่ตระกูลหน้าปัดกลมอย่าง HUAWEI WATCH GT 7, WATCH GT 7 Pro และ WATCH GT 6 กับ WATCH GT 6 Pro ที่เน้นเรื่องแบตเตอรีซึ่งใช้งานได้ประมาณ 2 ถึง 3 สัปดาห์ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามรูปแบบการใช้งาน พร้อมฟังก์ชันเก็บสถิติแรงปั่นจักรยาน

ตลอดจนรุ่น WATCH GT 5, WATCH GT 5 Pro, WATCH GT 4, WATCH 4 Pro, WATCH 3 (รุ่น Active และ Classic) และนาฬิกาสำหรับนักวิ่ง WATCH GT Runner 2 ส่วนกลุ่มหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมมีตระกูล WATCH FIT 5 Series, WATCH FIT 5 Pro, WATCH FIT 4 Series และ WATCH FIT 3 ที่เจาะกลุ่มคนทำงาน

ขณะที่กลุ่มใช้งานเฉพาะด้านมีทั้งรุ่น WATCH D2 ที่ออกแบบสายนาฬิกาให้พองตัวคล้ายเครื่องวัดความดันขนาดเล็กเพื่อช่วยวัดความดันโลหิตระหว่างวัน รุ่น WATCH Buds ที่เปิดฝาหน้าปัดเพื่อเก็บหูฟังไร้สายข้างในได้ ตระกูลตัวเรือนแข็งแรงสำหรับใส่ดำน้ำลึก 100 เมตรอย่าง WATCH Ultimate และรุ่นที่ใช้วัสดุทองคำ 18K ตกแต่งตัวเรือนอย่าง WATCH Ultimate Design รวมถึงสายรัดข้อมือ HUAWEI Band 11, Band 11 Pro และนาฬิกาสำหรับเด็ก HUAWEI Watch Kids 4 Pro

‘เสียวหมี่’ (Xiaomi) ทำตลาดผ่านเสียวหมี่ ประเทศไทย ด้วยการวางจำหน่ายสินค้าตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับพรีเมียม นำโดยรุ่น Xiaomi Watch S5 (ขนาด 46 มม.) ที่มาพร้อมหน้าจอสีซึ่งมองเห็นข้อมูลกลางแจ้งได้ชัดเจน และแบตเตอรีที่ใช้งานได้ต่อเนื่องหลายวัน

วางจำหน่ายคู่กับรุ่นที่ถอดเปลี่ยนกรอบหน้าปัดได้และรุ่นเน้นออกกำลังกายอย่าง Xiaomi Watch S4, Watch S4 Sport และ Watch S3 รวมถึงรุ่นที่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติมผ่านระบบของ ‘กูเกิล’ (Google) ได้ใน Xiaomi Watch 2 และ Watch 2 Pro ส่วนกลุ่มสายรัดข้อมือมีทั้งรุ่น Xiaomi Smart Band 11 Active, Smart Band 10, Smart Band 9 Pro ที่มีระบบบันทึกเส้นทางวิ่งในตัวโดยไม่ต้องพกโทรศัพท์และใช้งานได้นานเกือบสามสัปดาห์ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตลอดจนรุ่น Smart Band 9, Smart Band 9 Active และ Smart Band 8 Pro

นอกจากนี้ยังส่งแบรนด์ย่อยในเครืออย่าง ‘เรดหมี่’ (REDMI) ลงทำตลาดกลุ่มราคาประหยัดในช่วงหนึ่งพันถึงสามพันกว่าบาท ด้วยนาฬิกาหน้าจอขนาดใหญ่ที่มีฟังก์ชันนับก้าว วัดชีพจร และแจ้งเตือนข้อความพื้นฐานครบถ้วน ทั้งรุ่น REDMI Watch 6, Watch 6 Lite, Watch 6 Active, Watch 5, Watch 5 Lite, Watch 5 Active, Watch 4 และ Watch 3 Active รวมถึงแบรนด์ย่อยอย่าง ‘โพโค’ (POCO) ที่วางจำหน่ายรุ่น POCO Watch

ในขณะที่แบรนด์หลักแข่งขันกันด้วยจำนวนรุ่นที่ครอบคลุมหลายระดับราคา แบรนด์สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ แบรนด์นาฬิกาออกกำลังกาย ผู้ผลิตนาฬิกาสวิสและญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ตลอดจนแบรนด์แกดเจ็ตทางเลือก ต่างก็นำเสนอฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะด้านเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายของตนเอง

กลุ่มแบรนด์สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์และแฟชั่นอีโคซิสเต็ม

‘กูเกิล’ (Google) และแบรนด์อุปกรณ์สุขภาพในเครืออย่าง ‘ฟิตบิต’ (Fitbit) ทำตลาดกลุ่มผู้ใช้งานโทรศัพท์แอนดรอยด์และผู้ที่สนใจการดูแลสุขภาพในไทย โดยผสานการใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ ของ ‘กูเกิล’ เข้ากับระบบติดตามการนอนหลับและประเมินความเครียดของ ‘Fitbit’ ในผลิตภัณฑ์ตระกูล Google Pixel Watch และ Fitbit Series

‘ออปโป้’ (OPPO) ขยายตลาดสู่กลุ่มสมาร์ทวอทช์รุ่นใหญ่ด้วย OPPO Watch X3 ที่ใช้วัสดุตัวเรือนไทเทเนียมผสมและมีระบบสลับโหมดประหยัดพลังงานอัตโนมัติ ทำให้ใช้งานได้นานสุดประมาณสองสัปดาห์ พร้อมรองรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่านระบบผู้ช่วยของ ‘กูเกิล’

เสริมด้วยรุ่นหน้าปัดขนาดเล็กในสีดำ Nebula Black และสีทอง Glimmer Gold อย่าง OPPO Watch X2 Mini ที่มีฟังก์ชันช่วยดูท่าทางการวิ่ง รุ่นตัวเรือนสเตนเลสสตีลทรงบางอย่าง OPPO Watch S และ Watch S2 ที่มาพร้อมหน้าจอสว่างอ่านง่าย มีฟังก์ชันตรวจเช็กจังหวะการเต้นของหัวใจเบื้องต้น และระบบระบุตำแหน่งที่ช่วยลดความคลาดเคลื่อนเวลาวิ่งในเมือง รวมถึงรุ่นที่มีโหมดเก็บสถิติการตีแบดมินตันอย่าง OPPO Watch X และรุ่น OPPO Watch 4 Pro

‘วันพลัส’ (OnePlus) นำเสนอสมาร์ทวอทช์ที่มีระบบสลับโหมดการทำงานเพื่อช่วยยืดอายุแบตเตอรีเช่นเดียวกัน นำโดยรุ่น OnePlus Watch 3 ขนาด 47 มม. ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขอบไทเทเนียมที่เปิดใช้งานฟังก์ชันครบเต็มรูปแบบได้ประมาณ 5 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง วางจำหน่ายควบคู่กับรุ่น OnePlus Watch 2 รุ่นน้ำหนักเบา OnePlus Watch 2R และ OnePlus Watch

‘ออเนอร์’ (HONOR) ทำตลาดในไทยด้วยสมาร์ทวอทช์ทั้งดีไซน์หน้าปัดทรงเหลี่ยมและทรงกลม ได้แก่รุ่น HONOR Watch 5, HONOR Watch 4 และ HONOR Watch 4 Pro รวมถึงรุ่นตัวเรือนบาง 10.5 มม. หน้าจอโค้งอย่าง HONOR Watch GS 3 และสายรัดข้อมือ HONOR Band 9

‘วีโว่’ (vivo) และแบรนด์ย่อยในเครืออย่าง ‘ไอคู’ (iQOO) ส่งสมาร์ทวอทช์หน้าปัดกลมอย่าง vivo Watch 3 และรุ่นดีไซน์สปอร์ตอย่าง iQOO Watch เข้ามาทำตลาดเพื่อรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลกับสมาร์ทโฟนในเครือ

‘เรียลมี’ (realme) เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาสมาร์ทวอทช์ราคาเข้าถึงง่าย ด้วยการส่ง realme Watch S2 นาฬิกาหน้าปัดกลมที่เพิ่มฟังก์ชันสั่งงานด้วยเสียงและตั้งค่าหน้าปัดผ่านระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ ลงทำตลาดร่วมกับรุ่น realme Watch 3, realme Watch 3 Pro และ realme Watch

‘ซีเอ็มเอฟ บาย น็อตติง’ (CMF by Nothing) แบรนด์ย่อยของ ‘น็อตติง’ (Nothing) เน้นเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์ด้วยการออกแบบแนวเรียบง่ายในรุ่น CMF Watch Pro 2 ซึ่งผู้ใช้งานสามารถหมุนถอดเปลี่ยนกรอบหน้าปัดแบบโค้งหรือแบบเรียบได้เอง ในระดับราคาสองพันกว่าบาท

กลุ่มแบรนด์สปอร์ต วิ่งมาราธอน และวิทยาศาสตร์การกีฬาเฉพาะทาง

‘การ์มิน’ (Garmin) รักษาตำแหน่งผู้นำในกลุ่มสมาร์ทวอทช์สำหรับการออกกำลังกาย ด้วยผลประกอบการปี 2568 ที่มีรายได้ทั่วโลก 2.28 แสนล้านบาท และมียอดขายในไทยเติบโตขึ้น 45% พร้อมลงทุน 3,000 ล้านบาทตั้งโรงงานผลิตสมาร์ทวอทช์แห่งแรกในภูมิภาคอาเซียนที่จังหวัดชลบุรี และพัฒนาแอปพลิเคชันให้ช่วยสรุปคำแนะนำด้านสุขภาพและการซ้อมได้เข้าใจง่ายขึ้น

โดยวางจำหน่ายสินค้าแยกตามประเภทกีฬาอย่างชัดเจน ตั้งแต่ตระกูลวิ่งและไตรกีฬาอย่าง Forerunner 970 ขอบไทเทเนียมที่มีไมโครโฟนและลำโพงสำหรับรับสายบนข้อมือ, Forerunner 965, Forerunner 570, Forerunner 265 และ 265S, Forerunner 165 และ 165 Music ไปจนถึงรุ่นเริ่มต้นอย่าง Forerunner 70 และ 170

ตระกูลเดินป่าและกีฬาหลายประเภทอย่าง fēnix 8 Series ที่มีให้เลือกทั้งรุ่นหน้าจอสีสันสดใสและรุ่นที่รับพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อช่วยยืดเวลาใช้งานแบตเตอรีได้ พร้อมไฟฉายในตัวและใส่ดำน้ำลึกได้ 40 เมตร รวมถึงรุ่น fēnix E, fēnix 7 Pro, epix Pro (Gen 2) และรุ่นเน้นแบตเตอรีสำหรับการวิ่งระยะไกลอย่าง Enduro 3

ตระกูลดูแลสุขภาพทั่วไปอย่าง Venu 4 Series, Venu X1 หน้าจอเหลี่ยมขนาด 2 นิ้ว ฝาหลังไทเทเนียมตัวเรือนบาง 7.9 มม., Venu 3 และ 3S, Venu Sq 2, vívoactive 6, vívoactive 5 และนาฬิกาขนาดเล็กสำหรับผู้หญิง Lily 2 กับ Lily 2 Active

รวมถึงตระกูลตัวเรือนทนทานอย่าง Instinct 3 Series, Instinct E, Instinct 2X Solar, tactix 8 และ tactix 7 ไปจนถึงตระกูลสำหรับกิจกรรมเฉพาะทาง ทั้งสายกอล์ฟ Approach S70, S42 และ S12 สายดำน้ำลึก Descent Mk3, Mk3i, Descent G1 และ G2 สายเดินเรือ quatix 7 สายการบิน D2 Mach 1 Pro และตระกูลตัวเรือนไทเทเนียมระดับราคาสูงอย่าง MARQ (Gen 2) Collection

‘คอรอส’ (COROS) หรือที่นักวิ่งชาวไทยคุ้นเคยในชื่อ ‘โคโรส’ เจาะกลุ่มนักวิ่งมาราธอนและนักไตรกีฬาด้วยจุดเด่นเรื่องตัวเรือนที่มีน้ำหนักเบา แบตเตอรีที่ใช้งานได้นาน และโปรแกรมเก็บสถิติการซ้อม

โดยมีรุ่นหลักอย่าง COROS PACE 4 หน้าจอขนาด 1.2 นิ้ว น้ำหนัก 32 กรัม พร้อมไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียงช่วยจำหลังซ้อม และรุ่น COROS PACE 4 Aluminum Series ที่เปลี่ยนไปใช้ขอบตัวเรือนอะลูมิเนียมและเปิดโหมดบันทึกเส้นทางวิ่งต่อเนื่องได้นานประมาณ 41 ชั่วโมง วางจำหน่ายร่วมกับรุ่น COROS PACE Pro, COROS PACE 3, รุ่นสำหรับวิ่งเทรล COROS APEX 2 และ APEX 2 Pro ตลอดจนรุ่นสำหรับปีนเขาและกิจกรรมกลางแจ้งอย่าง COROS VERTIX 2 และ VERTIX 2S

‘ซุนโต้’ (Suunto) แบรนด์นาฬิกาสปอร์ตจากฟินแลนด์ รุกตลาดในไทยด้วยการเปิดตัว คีริน ตันติเวทย์ นักวิ่งเจ้าของสถิติมาราธอนประเทศไทย ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกคนไทยคนแรก

พร้อมวางจำหน่ายนาฬิกาวิ่งถนนรุ่น SUUNTO Run 2 น้ำหนัก 35 กรัม ที่เปิดดูแผนที่นำทางในนาฬิกาได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และรุ่นสำหรับวิ่งเทรล Suunto Race 3S ที่มีฟังก์ชันช่วยแนะนำตารางซ้อม เสริมทัพรุ่นที่มีการรับประกันศูนย์ไทย 2 ปีอย่าง Suunto Race 2, Suunto Race, Suunto Race S, รุ่นชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ Suunto Vertical, รุ่นสำหรับดำน้ำและเล่นกีฬาหลายประเภท Suunto Ocean และ Suunto 9 Peak Pro

‘อะเมซฟิต’ (Amazfit) แบรนด์สมาร์ทวอทช์ในเครือ ‘Zepp Health’ ทำตลาดในไทยด้วยการแบ่งสินค้าออกเป็น 5 กลุ่มหลัก โดยมีฟังก์ชันช่วยจัดตารางออกกำลังกายและตัววัดชีพจรใต้เรือนนาฬิกา ได้แก่ กลุ่มตัวเรือนแข็งแรงสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง T-Rex Series อย่างรุ่น T-Rex 3 ที่ทนสภาพอากาศหนาวจัด กันน้ำลึก 100 เมตร และใช้งานทั่วไปได้ประมาณ 27 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง รวมถึงรุ่น T-Rex 3 Pro และ T-Rex Ultra

ส่วนอีก 4 กลุ่มประกอบด้วย กลุ่มดูแลสุขภาพดีไซน์เรียบ Balance Series อย่าง Balance, Balance 2 และ Balance 3 Stainless Steel กลุ่มออกกำลังกายน้ำหนักเบา Active Series อย่าง Active Edge, Active 2 Square, Active 3 Premium และ Active Max กลุ่มราคาประหยัด Bip Series อย่าง Bip 5, Bip 5 Unity, Bip 6 และ Bip Max ตลอดจนกลุ่มเน้นการวิ่งอย่าง Cheetah Series รุ่น GTS 4 และสายรัดข้อมือ Helio Strap

‘โพลาร์’ (Polar) แบรนด์อุปกรณ์การกีฬาและวัดชีพจรจากฟินแลนด์ ทำตลาดกลุ่มนักกีฬาที่เน้นดูข้อมูลการพักฟื้นของร่างกายหลังซ้อม ด้วยรุ่น Polar Vantage V3 และ Vantage M3, รุ่นสำหรับวิ่งเทรลและกิจกรรมกลางแจ้ง Polar Grit X2 Pro และ Grit X2 Pro Titan, รุ่นสำหรับนักวิ่ง Polar Pacer และ Pacer Pro รวมถึงรุ่นสำหรับการออกกำลังกายทั่วไปอย่าง Polar Ignite 3 และ Polar Unite

‘วูป’ (WHOOP) ทำตลาดเฉพาะกลุ่มด้วยสายรัดข้อมือสุขภาพแบบไม่มีหน้าจอ เพื่อเจาะกลุ่มนักกีฬาและผู้ที่ต้องการสวมใส่คู่กับนาฬิกาข้อมือปกติ โดยมีวางจำหน่ายในไทยทั้งรุ่น WHOOP 5.0, รุ่นที่เพิ่มการติดตามข้อมูลสุขภาพประจำวันอย่าง WHOOP MG และรุ่น WHOOP 4.0 ซึ่งเน้นเก็บข้อมูลความเหนื่อยล้าจากการออกแรง การฟื้นตัวของร่างกาย และชั่วโมงการนอนหลับตลอดวันเพื่อนำไปเปิดดูผลสรุปในโทรศัพท์มือถือ

กลุ่มแบรนด์นาฬิกาเข็มดั้งเดิม สมาร์ทวอทช์ไฮบริด และลักชัวรีสวิส-ญี่ปุ่น

‘วิธิงส์’ (Withings) แบรนด์อุปกรณ์ดูแลสุขภาพจากฝรั่งเศส ทำตลาดสมาร์ทวอทช์หน้าปัดเข็มแบบไฮบริดในไทยผ่านร้านค้าอย่าง Dotlife และมั่นคงแก็ดเจ็ท โดยนำตัวเรือนนาฬิกาเข็มกระจกทนรอยขีดข่วนมาติดตั้งหน้าจอดิจิทัลขนาดเล็กและตัววัดสุขภาพ ในรุ่น Withings ScanWatch 2 ที่ช่วยตรวจเช็กจังหวะการเต้นของหัวใจเบื้องต้นและดูแนวโน้มอุณหภูมิร่างกายระหว่างวัน พร้อมแบตเตอรีที่ใช้งานได้ประมาณหนึ่งเดือนต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง วางจำหน่ายคู่กับรุ่น ScanWatch Light และรุ่นดีไซน์นาฬิกาดำน้ำ ScanWatch Nova

ขณะที่ ‘การ์มิน’ (Garmin) ก็มีสินค้านาฬิกาเข็มจริงวางจำหน่ายในไทยเช่นกัน ได้แก่ ซีรีส์สายลุย Garmin Instinct Crossover (ทั้งรุ่นมาตรฐาน รุ่นชาร์จแสงอาทิตย์ และรุ่นหน้าจอสี) ที่เข็มนาฬิกาหมุนหลบข้อความบนหน้าจอได้เองพร้อมระบบตั้งเข็มให้ตรงอัตโนมัติเมื่อเกิดแรงกระแทก และซีรีส์ดีไซน์เรียบที่ซ่อนหน้าจอดิจิทัลไว้ใต้พื้นหน้าปัดและจะสว่างขึ้นเมื่อแตะใช้งานอย่าง Garmin vívomove Trend และ vívomove Sport

‘คาสิโอ’ (Casio) ผู้ผลิตนาฬิกาจากญี่ปุ่น นำจุดเด่นด้านตัวเรือนกันกระแทกและระบบรับพลังงานแสงอาทิตย์มาพัฒนาเป็นสมาร์ทวอทช์ภายใต้ตระกูล ‘จี-ช็อก’ (G-SHOCK), ‘เอดิฟิส’ (Edifice) และ ‘โปรเทรค’ (Pro Trek) แบ่งเป็นกลุ่มสมาร์ทวอทช์ออกกำลังกายในซีรีส์ G-SQUAD และ Master of G ที่มีตัววัดชีพจร ระบบบันทึกเส้นทาง และใช้โปรแกรมคำนวณการออกกำลังกายจากแบรนด์ ‘Polar’ ในตัวเรือนกันน้ำลึก 200 เมตร ได้แก่รุ่น G-SHOCK DW-H5600, GM-H5600, GBD-H2000, GBD-200, GBD-300 และรุ่น G-SHOCK Rangeman GPR-H1000 ที่มีฟังก์ชันบอกทิศทาง ความสูง และความกดอากาศสำหรับเดินป่า

ควบคู่ไปกับกลุ่มนาฬิกาเข็มที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์เพื่อปรับเวลาอัตโนมัติและนับก้าวเดิน ทั้งตระกูล Casio Edifice (ECB Series), ตระกูลตัวเรือนโลหะ G-SHOCK G-STEEL (GST-B Series) และตระกูล G-SQUAD (GBA-900 และ GBA-950)

‘ซิติเซ็น’ (Citizen) และ ‘ไซโก’ (Seiko) สองแบรนด์นาฬิกาญี่ปุ่นดั้งเดิม ต่างก็มีกลุ่มสินค้าไฮบริด โดย ‘Citizen’ ทำตลาดตระกูล Citizen CZ Smart ทั้งรุ่นหน้าจอสัมผัสและรุ่นเข็มจริงวางซ้อนบนหน้าจอขาวดำแบบประหยัดไฟอย่าง CZ Smart Hybrid ที่มีแอปพลิเคชันช่วยประเมินความอ่อนล้าของผู้สวมใส่ซึ่งพัฒนาร่วมกับทีมวิจัยขององค์การนาซา รวมถึงตระกูลชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ

ส่วน ‘Seiko’ เน้นระบบรับสัญญาณดาวเทียมเพื่อปรับเข็มเวลาให้ตรงอัตโนมัติเมื่อเดินทางข้ามประเทศในตระกูล Seiko Astron GPS Solar และเคยร่วมมือกับ ‘โซนี่’ (Sony) พัฒนารุ่น Seiko x Sony Wena Wrist ที่นำระบบแตะจ่ายเงินและตัววัดชีพจรไปซ่อนไว้ที่ตัวล็อกสายนาฬิกาแทนตัวเรือน

‘ทิสโซต์’ (Tissot) แบรนด์นาฬิกาสวิสในเครือ ‘สวอตช์ กรุ๊ป’ (Swatch Group) ต่อยอดตระกูลหน้าปัดสัมผัสสู่สมาร์ทวอทช์ไฮบริดเข็มจริงที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ตัวเรือนไทเทเนียมขอบเซรามิกในรุ่น Tissot T-Touch Connect Solar ที่ใช้งานได้ต่อเนื่องหลายเดือนโดยไม่ต้องเสียบสายชาร์จหากได้รับแสงสว่างเพียงพอ และรุ่นขนาด 43.75 มม. อย่าง Tissot T-Touch Connect Sport ที่ซ่อนหน้าจอสีและตัววัดชีพจรไว้ใต้เข็มนาฬิกา

‘แทค ฮอยเออร์’ (TAG Heuer) นำแบรนด์นาฬิกาสวิสและแฟชั่นในเครือ ‘แอลวีเอ็มเอช’ (LVMH) ทำตลาดสมาร์ทวอทช์กลุ่มลักชัวรีด้วยการเปิดตัวรุ่นที่ 5 อย่าง TAG Heuer Connected Calibre E5 ที่มีขนาด 40 มม. และ 45 มม. วางจำหน่ายคู่กับรุ่น Connected Calibre E4

รวมถึงรุ่นสำหรับผู้เล่นกอล์ฟที่มีแผนที่สนามกอล์ฟในตัวเรือนไทเทเนียมสีดำ Golf Edition และรุ่นที่ร่วมออกแบบกับแบรนด์กีฬา ‘นิว บาลานซ์’ (New Balance) ในชื่อ New Balance Edition ขณะที่แบรนด์ร่วมเครืออย่าง ‘อูโบลท์’ (Hublot) ทำตลาดกลุ่มนาฬิกาหรูด้วยตระกูล Big Bang e (Gen 3) และ ‘หลุยส์ วิตตอง’ (Louis Vuitton) หรือ ‘LV’ มีสมาร์ทวอทช์ตระกูล Tambour Horizon Light Up

‘เฟรเดอริค คองสตองท์’ (Frederique Constant) และแบรนด์นาฬิกาสปอร์ตสวิสในเครืออย่าง ‘อัลพินา’ (Alpina) ทำตลาดนาฬิกาเข็มสวิสแบบไฮบริดด้วยตระกูล Horological Smartwatch, ตระกูล Vitality ที่ซ่อนหน้าจอดิจิทัลขนาดเล็กไว้ใต้หน้าปัดเข็มโดยจะแสดงข้อมูลเมื่อกดเม็ดมะยม และตระกูล AlpinerX ด้านแบรนด์ ‘มองต์บลองค์’ (Montblanc) มีสมาร์ทวอทช์ตระกูล Montblanc Summit 3 และ ‘ไบรท์ลิ่ง’ (Breitling) มีนาฬิกาสำหรับนักบินที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์เพื่อตั้งค่าและดูข้อมูลการบินได้ในตระกูล Exospace B55

ขณะที่กลุ่มนาฬิกาแฟชั่นและแบรนด์ยุโรปมีการปรับแผนธุรกิจ โดยเครือ ‘ฟอสซิล กรุ๊ป’ (Fossil Group) ซึ่งดูแลแบรนด์ ‘ฟอสซิล’ (Fossil), ‘สกาเกน’ (Skagen), ‘ไมเคิล คอร์ส’ (Michael Kors), ‘ดีเซล’ (Diesel) และ ‘เอ็มโพริโอ อาร์มานี’ (Emporio Armani) ที่เคยทำตลาดสมาร์ทวอทช์ตระกูล Gen 6 และนาฬิกาเข็มไฮบริดรุ่น Fossil Hybrid HR กับ Skagen Jorn Hybrid HR ได้ยุติการพัฒนาสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่เพื่อกลับไปเน้นนาฬิกาแบบดั้งเดิม โดยในไทยยังมีสินค้าวางจำหน่ายในบางช่องทางออนไลน์

สวนทางกับเครือนาฬิกายุโรปอย่าง ‘เฟสตินา กรุ๊ป’ (Festina Group) ที่เข้าซื้อแบรนด์นาฬิกาไฮบริดจากสวีเดนอย่าง ‘โครนาบี’ (Kronaby) มาพัฒนาเป็นนาฬิกาเข็มไฮบริดที่ไม่มีหน้าจอดิจิทัลแต่ใช้การขยับเข็มและการสั่นของตัวเรือนเพื่อแจ้งเตือน ในตระกูล Kronaby Connected, ‘เฟสตินา’ (Festina) รุ่น Festina Connected และ ‘โลตัส’ (Lotus) รุ่น Lotus Connected ส่วนแบรนด์อเมริกันอย่าง ‘ไทเม็กซ์’ (Timex) ยังคงวางจำหน่ายสมาร์ทวอทช์และนาฬิกาวิ่งในตระกูล Timex Metropolitan, Timex iConnect และ Ironman R300 GPS

กลุ่มแบรนด์เกมมิ่ง พันธุ์อึด ทางเลือกสุดคุ้ม และนาฬิกาเด็ก

‘แบล็กชาร์ก’ (Black Shark) แบรนด์อุปกรณ์เกมมิ่ง ขยายสินค้าสู่ตลาดสมาร์ทวอทช์ในไทยด้วยการวางจำหน่ายตระกูลที่เน้นตัวเรือนแข็งแรง กันน้ำลึก 50 เมตร และมีระบบบันทึกเส้นทางกลางแจ้ง ได้แก่รุ่น Black Shark GS3, GS3 Sport, GS3 Ultra และ GS3 Ultra (Refined Edition) ควบคู่กับตระกูลหน้าปัดกลมอย่าง Black Shark S3, S3 Classic, S3 Special Edition, S1, S1 Pro และ S1 Classic รุ่นน้ำหนักเบาสำหรับใส่วิ่ง BLACK SHARK RUN ไปจนถึงรุ่นราคาประหยัดอย่าง Black Shark A3 และ GT3

‘คอสเพ็ต’ (KOSPET) ทำตลาดสมาร์ทวอทช์ที่เน้นความทนทานในไทยด้วยรุ่นใหม่ของปี 2569 อย่าง KOSPET TANK T4 และรุ่นรองรับการใส่ดำน้ำ TANK M4 ที่เปิดดูแผนที่แบบไม่ต้องต่ออินเทอร์เน็ตและบันทึกเส้นทางเดินป่าได้ เสริมด้วยรุ่น TANK T3, TANK T3 Ultra 2, TANK M3 Ultra, สายรัดข้อมือตัวเรือนแกร่ง TANK X2 และ TANK X2 Ultra ตลอดจนรุ่นดีไซน์ทั่วไปอย่าง KOSPET Orb และ Pulse

‘ไมโบร’ (Mibro) และ ‘คีสเล็ค’ (Kieslect) สองแบรนด์ในกลุ่มราคาประหยัด เน้นนำเสนอฟังก์ชันการใช้งานทั่วไปและโหมดออกกำลังกายในระดับราคาไม่กี่พันบาท โดย ‘Mibro’ วางจำหน่ายรุ่น Mibro Watch GS Active 2, Watch GS Pro, Lite 3 Pro, Lite 3, T2, Watch X1 และ Watch C4 ขณะที่ ‘Kieslect’ มีรุ่นหลักอย่าง Kieslect Actor หน้าจอสีขนาด 1.6 นิ้วที่มีโหมดประหยัดพลังงาน ในระดับราคาไม่เกินสามพันบาท พร้อมด้วยรุ่น Kr2, Ks2, Ks3 และรุ่นสำหรับผู้หญิง Kieslect Lora 2

‘เฮย์โล’ (Haylou) และ ‘อิมิแล็บ’ (IMILAB) ซึ่งทำตลาดภายใต้ชื่อแบรนด์ย่อย ‘อิมิกิ’ (imiki) ร่วมทำตลาดกลุ่มราคาประหยัดด้วยสินค้าหลายรุ่น โดย ‘Haylou’ มีรุ่น Haylou Solar Plus RT3, Solar Neo, Solar Lite, Watch 2 Pro, Watch S6, Watch S8, RS4 Plus, RS5 และ GST Lite ส่วน ‘imiki’ วางจำหน่ายรุ่น TG1, TG2, Holo, SF1 และ KW66

‘ซาวด์พีตส์’ (SoundPEATS) และ ‘คิวซีวาย’ (QCY) สองแบรนด์หูฟังไร้สาย ได้ขยายไลน์สินค้าเข้ามาทำตลาดสมาร์ทวอทช์ในไทยด้วยเช่นกัน โดยวางจำหน่ายรุ่นราคาประหยัดอย่าง SoundPEATS Watch 4 กับ Watch Pro1 และตระกูล QCY Watch GTC, GTS, GT2 และ GS2 เพื่อเป็นทางเลือกให้กับฐานลูกค้าเดิมของแบรนด์

ด้านแบรนด์ไทยและแบรนด์ที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นหลักก็มีตัวเลือกหลากหลาย นำโดย ‘ไวส์’ (WISE) แบรนด์ไทยที่เน้นจุดขายด้านเมนูภาษาไทยที่อ่านเข้าใจง่ายใน WISE Smart Watch Series และ ‘แอ็กซอน’ (AXON) ที่วางจำหน่ายรุ่น AXON Mega หน้าจอขนาด 1.85 นิ้วพร้อมการรับประกันศูนย์ไทย 2 ปี

ขณะที่กลุ่มสินค้าราคาประหยัดตั้งแต่หลักร้อยถึงพันต้น ๆ บนช่องทางออนไลน์ มีผู้เล่นที่ได้รับความนิยมอย่าง ‘เอาลอน’ (Aolon) ในรุ่น Tetra S5, Curve, GTR และ Navi, แบรนด์ ‘กูโจด็อก’ (GOOJODOQ) ในรุ่น FB027, FB058 และ FB059, แบรนด์ ‘ซีเบลซ’ (Zeblaze) ในรุ่น Stratos 3, Btalk และ Thor Ultra, แบรนด์ ‘โคลมี’ (Colmi) ในรุ่น P71, P81 และ M42, แบรนด์ ‘ไมเมอิเตะ’ (Maimeite) และรุ่นรหัส ‘เอ็กซ์ 25’ (X25) ตลอดจนแบรนด์อุปกรณ์เสริมโทรศัพท์มือถือที่แตกไลน์มาจำหน่ายสมาร์ทวอทช์อย่าง ‘โฮโค่’ (Hoco), ‘รีแม็กซ์’ (Remax) และ ‘คาคุโดส’ (Kakudos)

ปิดท้ายด้วยกลุ่มสมาร์ทวอทช์สำหรับเด็กที่ขยายตัวต่อเนื่องจากความต้องการของผู้ปกครองที่ต้องการติดต่อและดูตำแหน่งที่อยู่ของบุตรหลาน นำโดย ‘ไอโม่’ (imoo) ที่ครองส่วนแบ่งตลาดโลก 7.8% ในปี 2569 และทำตลาดในไทยด้วยรุ่น imoo Watch Phone Z7 ที่พับตัวเรือนขึ้นเพื่อถ่ายรูปหรือวิดีโอคอลสองมุมมองได้พร้อมตัววัดอุณหภูมิและชีพจร รวมถึงรุ่นลายการ์ตูนลิขสิทธิ์ My Little Pony Limited Edition รุ่น Z6 และรุ่นเริ่มต้น Watch Phone Z1

ควบคู่ไปกับ ‘มายเฟิร์ส’ (myFirst) แบรนด์แกดเจ็ตเด็กจากสิงคโปร์ที่นำเข้าโดย ‘แมค โมเดิร์น’ (Mac Modern) วางจำหน่ายรุ่น myFirst Fone R2 ที่เปิดใช้เบอร์โทรศัพท์ในตัวนาฬิกาได้โดยไม่ต้องใส่ซิมการ์ดแบบแผ่น, รุ่น Fone R1s ที่มีปุ่มกดส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือถึงผู้ปกครองและเก็บเพลงในตัวได้ 1,500 เพลง รวมถึงรุ่น Fone S3 และ Fone S3+ ตามห้างสรรพสินค้าและร้าน B2S กับ Dotlife ตลอดจนแบรนด์ไทยอย่าง ‘โพโม เฮาส์’ (POMO House) และ ‘การ์มิน’ (Garmin) ที่วางจำหน่ายรุ่น Garmin Bounce