“ช้าง” จับเทรนด์มาทำสินค้า เปิดตัว “น้ำแร่ตราช้าง” เติมพอร์ต และเสริมแบรด์ให้พรีเมี่ยม

จากการที่ชนชั้นกลางเข้าสู่เมืองและพัฒนาเข้าสู่การเป็นสังคมเมือง โดยคาดว่าภายในปี 2030 จะมีคนกลุ่มนี้กว่า 3,000 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการสินค้ามีคุณภาพ พรีเมี่ยม มากกว่าปริมาณ

ต้องการความพรีเมี่ยมและสุขภาพ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่สินค้าพรีเมี่ยมมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เมื่อเทียบกับกลุ่มอาเซียนจะพบว่า ไทยโตขึ้น 24% เป็นรองเพียงอินโดนีเซียเท่านั้น ซึ่งนอกจากนี้คนกลุ่มนี้ยังต้องการสินค้าที่ช่วยรักษาสุขภาพ โดยกลุ่มเครื่องดื่มมีอัตราการเติบโตสูงสุดเมื่อเทียบกับ อาหารและเครื่องสำอาง

ช้างจับเทรนด์มาทำสินค้า

เมื่อ “ช้าง” เห็นเทรนด์ที่เกิดขึ้น จึงนำเทรนด์เหล่านี้มาพัฒนาเป็นสินค้า จนออกมาเป็น “น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง”

เอ็ดมอนด์ เนียว คิม ซูน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ช้างอืนเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมากลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะน้ำแร่ มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากเทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบันที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จึงทำให้มีพฤติกรรมการเลือกเครื่องดื่ม ที่สามารถช่วยดับกระหาย มอบความสดชื่น ให้คุณประโยชน์ที่ดีต้อร่างการ จนทำให้ตลาดน้ำแร่ในเมืองไทยในปีที่ผ่านมามีมูลค่าอยู่ที่ 3,800 ล้านบาท

“ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากลุ่มน้ำแร่มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 15% เมื่อเทียบกับกลุ่มน้ำเปล่าที่โตเพียง 8% ช้างจึงตัดสินใจเข้าสู่ตลาดนี้เพราะเห็นเทรนด์และช่องว่างที่มี คาดว่าตลาดในปีนี้จะโต 15%”

 

เติมเต็มความพรีเมี่ยม

ช้าง วางตำแหน่งให้เป็นน้ำแร่กลุ่มพรีเมี่ยม จำหน่ายในขนาด 460 มิลลิลิตร ราคา 10 บาท เจาะกลุ่มมิลเมลเนียม โดยมีการดีไซน์ด้วยสีเขียมมรกตให้แตกต่างจากน้ำแร่ทั่วไปในตลาด โดยแหล่งผลิตอยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีการสร้างโรงงานขึ้นใหม่เพื่อผลิตน้ำแร่โดยเฉพาะ แต่อยู่รวมกับโรงงานเบียร์ ไม่ได้แยกออกมา

“น้ำแร่ ถือเป็นสินค้าตัวแรกในกลุ่มพรีเมี่ยมของช้าง ซึ่งจะเข้ามาเติมเต็มพอร์ตของแบรนด์ช้างให้มีความแข็งแรง และเสริมภาพลักษณ์ให้มีความพรีเมี่ยมมากขึ้น”

 

ตั้งเป้าเป็นเบอร์ 3 ภายใน 2 ปี

ในช่วงแรกของการเปิดตัวเข้าสู่ตลาดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้ประเดิมวางจำหน่ายเฉพาะในเซเว่น อีเลฟเว่น หลังจากนี้จะเริ่มกระจายไปในช่องทาง HORECA อาทิ โรงแรมชั่นนำและร้านอาหารพรีเมี่ยมทั่วประเทศ

นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “สิ่งที่มีคุณค่า ต้องใช้เวลาเสมอ” หรือ “Greatness Takes Time” มีแนวคิดจากคำว่า เพื่อน ที่ต้องใช้เวลายาวนานในช่วงชีวิต สะท้อนถึงคุณค่าของสิ่งดีๆ เรื่องราวและมิตรภาพที่มีร่วมกัน เหมือนคุณค่าของสินค้า ที่ใช้แหล่งน้ำที่สะสมแร่ธาตุกว่า 1.6 ล้านปี โดยจะเผยแพร่ในช่องทางออนไลน์เท่านั้น

การใช้แนวคิดเพื่อนถือเป็นแนวคิดเดียวกันกับกลุ่มแอลกอฮอลล์ทั้งๆ ที่น้ำแร่อยู่กลุ่ม นอล-แอลกอฮอลล์นั้น เอ็ดมอนด์ ให้เหตุผลว่า เพราะช้างต้องการสร้างให้เป็นครอบครัวเดียวกันไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การสื่อสารจึงต้องไปในทิศทางเดียวกัน

“ช้างตั้งเป้าขึ้นเป็นเบอร์ 3 ภายใน 2 ปี ซึ่งต้องมีส่วนแบ่งตลาดราว 20% ปัจจุบันผู้นำตลาดมีส่วนแบ่งอยู่ที่ 50% ส่วนเบอร์รองมี 30%”


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

 

Leave a Comment