มหาวิทยาลัยไทย กำลัง ป่วย

มหาวิทยาลัยไทย กำลังเข้าสู่วิกฤติ จากในอดีต “การศึกษา” คือ 1 ในธุรกิจที่น่าลงทุนจนหลายคนเรียกว่านี้คือ “ขุมทรัพย์” เศรษฐีคนไหนมีเงินทุนในกระเป๋า การเปิดมหาวิทยาลัย ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอันดับต้นๆ

แต่…เวลานี้ “มหาวิทยาลัยไทย” ปิดตัวไปหลายแห่ง ถึงจะมีข่าวส่อวิกฤติมาแล้วในช่วง2 – 3 ปีที่ผ่านมา แต่ใครจะเชื่อว่าวิกฤตินี้จะถึงขั้น “โคม่า” อาการทรุดหนักอย่างรวดเร็ว   

 

โปรโมชั่น ชุบชีวิต ได้ชั่วคราว

ผู้ที่ตายไปในสนามการตลาดนี้ คงจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก “มหาวิทยาลัย เอกชน” ที่มีค่าเทอมราคาแพง แถมไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

แต่ใช่ว่า “มหาวิทยาลัย เอกชน” จะนิ่งเฉย ตรงกันข้ามในช่วงที่ส่อแววมีอาการทรุด นักศึกษาเข้ามาสมัครเรียนน้อยลง ก็มีการฉีดยารักษาตัวเองด้วย “การตลาด” ลด แลก แจก แถม ครบสูตร

* ลด :  ค่าเทอมในคณะที่มีนักเรียนน้อย พร้อมกับมีโปรผ่อนชำระรายเดือน

* แลก : จ่ายค่าเทอมด้วยเงินสด สามารถแลกเป็นส่วนลดค่าเทอม เทอมต่อไป

* แจก & แถม : นักศึกษาใหม่ได้ Ipad หรือบางมหาวิทยาลัยถึงกับแจก Macbook air

แน่นอนวิธีนี้ทำให้อาการภาพรวม “มหาวิทยาลัย เอกชน” ดีขึ้นผิดหูผิดตาขึ้นมาทันที แต่การใช้โปรโมชั่นขับเคลื่อนธุรกิจใดก็ตามเป็นอะไรที่สว่างแค่พริบตา ไม่มีความยั่งยืน

เพียงเวลาไม่นานก็กลับมาสู่จุดตกต่ำเดิม ซ้ำร้ายบางมหาวิทยาลัยหนักขึ้น จนต้องมีแผนเซฟชีวิตตัวเองไม่ว่าจะเป็น ยุบคณะสาขาวิชาที่มีนักศึกษาน้อย, ขายที่ดินมหาวิทยาลัย, ลดการจ้างอาจารย์ประจำเปลี่ยนเป็น Part time และอีกสารพัดวิธีมากมาย

เด็กไทยเข้ามหาวิทยาลัยน้อยลง 

อะไรที่ทำให้เด็กไทยเดินเข้ามหาวิทยาลัยน้อยลงต่อเนื่อง จนมีการประเมินว่าอีก 5 ปีข้างหน้ามหาวิทยาลัยไทยจะเหลือประมาณ 120 แห่งทั่วประเทศ

* เมื่อ 30 ปีที่แล้ว อัตราเกิดเด็กไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,100,000 คน ปัจจุบันเด็กเกิดเฉลี่ยปีละประมาณ 650,000 คน/ปี

* การเรียนออนไลน์และการเรียนทั้งภาคค่ำเข้ามาแย่งชิงตลาด ในภาคปรกติ เพราะความสะดวกแล้วได้วุฒิการศึกษาง่าย ถึงจะมีคำถามว่าเด็กที่จบการเรียนแบบออนไลน์มีคุณภาพแค่ไหน

* โรงเรียนสายวิชาชีพ ปวส. และ อื่นๆ ได้เข้ามาแย่งนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยโดยตรง เพราะเด็กเริ่มมองว่าจบการศึกษาสายอาชีพมีงานทำแน่นอนกว่าเรียนจบมหาวิทยาลัย

* ค่านิยมวัยรุ่นสร้างตัวในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวสินค้า, ขายของออนไลน์, และอีกสารพัดรูปแบบที่ทำรายได้มากกว่ามนุษย์เงินเดือน ทำให้เด็กไทยหลายคนมองว่าการศึกษาไม่มีความจำเป็นในชีวิต

แล้วปัญหาการล้มละลายของมหาวิทยาลัยเอกชนเมืองไทย จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ?

ก็ในเมื่อ Demand คือนักศึกษาน้อยลงต่อเนื่อง Suppy ก็ต้องน้อยลงให้เท่ากัน

แล้วเมื่อถึงจุด “สมดุลย์” แวดวงการศึกษาไทยก็ต้องทำ “สมดุลย์” นั้นให้มีคุณภาพมากกว่าในอดีต

เพราะไม่ว่าโลกจะหมุนเร็วแค่ไหน ? การศึกษายังเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าและคงทนมากที่สุดในชีวิตมนุษย์