“บีไนซ์” รุกแนวรบเขย่าตลาดครีมอาบน้ำ ดันรายได้แตะพันล้าน พร้อมออกสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

นางศิริสุภา อาจสัญจร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด  ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคภายใต้แบรนด์สินค้าคุณภาพ เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทอัดกลยุทธ์รุกตลาดครีมอาบน้ำแบรนด์ “บีไนซ์” (BeNice) ครั้งใหญ่ ภายใต้งบการตลาดมูลค่าสูงถึง 300 ล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดตั้งแต่เปิดตัวแบรนด์บีไนซ์ เพื่อผลักดันยอดขายเติบโตกว่าปีก่อน 18% และตั้งเป้าหมายจะผลักดันรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ในตลาดครีมอาบน้ำภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020)

ปัจจุบัน บีไนซ์เป็นแบรนด์ครีมอาบน้ำอันดับ 3 จากตลาดครีมอาบน้ำรวมที่มีมูลค่าเม็ดเงินประมาณ 4,833 ล้านบาท โดยมีส่วนแบ่งการตลาด 14% และมีอัตราเติบโตต่อปี 13%

โดยในปี 2561 นีโอฯ ประเดิมเปิดตัวสินค้าใหม่ ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ ได้แก่ “บีไนซ์ มีสทีค ไวท์” (BeNice Mystic White)ครีมอาบน้ำ ผิวสวย หอมเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น เพื่อตอกย้ำความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ของบีไนซ์   เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยใช้บีไนซ์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงอายุ 22-35 ปี ที่ดูแลและใส่ใจในตัวเอง

“บีไนซ์ วางแผนออกสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายตลาด และจับเทรนด์ตลาดใหม่ ๆ เพื่อสร้างกระแสและสีสันในตลาด ทั้งการออกคอลเล็คชั่นพิเศษลิมิเต็ด อิดิชั่น “บิงซู” ซึ่งได้รับกระแสการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า เพราะบีไนซ์ถือเป็นแบรนด์ที่มีจุดแข็งด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย มีความโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งในด้านการให้ผิวเนียนกระชับจากวีท โปรตีน (wheat protein) และไมโคร คอลลาเจน (micro collagen) รวมถึง ฟรุตเอสเซ้นส์ คุณค่าจากสารสกัดจากผลไม้ธรรมชาติที่ให้วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระสูง เพื่อบำรุงผิวให้สวยกระจ่างใสเหมือนเติมออร่าให้ผิว เป็นสูตรลับเฉพาะของบีไนซ์เท่านั้น”

นอกจากนี้ การเลือกใช้แนวกลิ่นผลไม้ในทุกสินค้าของบีไนซ์กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนต่างจากคู่แข่งรายอื่น ๆ และเป็นแนวกลิ่นร่วมสมัยที่ได้รับความนิยมทุกเพศทุกวัย จนบีไนซ์สูตรผิวกระจ่างใส สีเขียวกลายมาเป็น Asia Benchmark ให้กับหลาย ๆ แบรนด์ในการพัฒนาสินค้าเพื่อมาขายในตลาดเอเชีย

ที่สำคัญ ครีมอาบน้ำใหม่ล่าสุดมีสทีค ไวท์ ได้พัฒนาร่วมกับบริษัทน้ำหอมชั้นนำจากนิวยอร์ค โดยนำแนวกลิ่นความหอมของน้ำหอมชั้นนำระดับโลก ที่มีส่วนผสมหลักจากดอกแมกโนเลียมาผสมผสานกับแนวกลิ่นผลไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของบีไนซ์ได้อย่างลงตัว

บีไนซ์ เตรียมแจกตัวอย่างสินค้าขนาดทดลอง จำนวน 500,000 ชิ้น ทั่วประเทศและได้มีการเปิดตัวหนังโฆษณามีสทีค ไวท์ ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อเจาะเข้าถึงกลุ่มคนทั่วประเทศ ทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนยอดวิวทะลุ 15 ล้านวิวในช่องทางยูทูป  โดยปีนี้ บีไนซ์ต้องการสร้างประสบการณ์การอาบน้ำรูปแบบใหม่ โดยการดึงเทคโนโลยีฮาโลแกรม (Halo gram) เข้ามาช่วยสร้างความสนุก ความสดชื่น ในแต่ละฉาก พร้อมกับจังหวะเสียงเพลงสนุกติดหู และท่าเต้นเช็คผิวกระชับ สอดแทรกในหนัง เพื่อต่อยอดกับแคมเปญออนไลน์และกิจกรรมบีไนซ์ เอฟเฟกต์ ชาเลนจ์ (BeNice Effect Challenge) ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิ.ย.นี้

สำหรับกิจกรรมบีไนซ์ เอฟเฟกต์ ชาเลนจ์  เป็นการผสมผสานกระแสการเต้นออกกำลังกาย การเต้นเพื่อความสนุก ร่วมกับการเต้นเพื่อกระชับผิว พร้อมส่งต่อความสนุกด้วยการชาเลนจ์ไปยังคนรอบข้าง เพื่อให้เกิดปรากฏการณ์บีไนซ์ เอฟเฟกต์ที่ใคร ๆ ก็สัมผัสได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์

ด้านภาพรวมตลาดครีมอาบน้ำกลุ่ม Beauty ชนิดเหลว มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 3-4% โดยปีนี้คาดเติบโต 5% และมีการแข่งขันสูง ซึ่งผู้เล่นในตลาดต่างงัดสินค้าใหม่ออกมาแข่งขันกันทุกปี โดยบีไนซ์ มีสัดส่วนทางการตลาดอยู่ 17% และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 13% ซึ่งเชื่อว่า การรุกตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีของบีไนซ์จะผลักดันมาร์เก็ตแชร์แบรนด์บีไนซ์รวม เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4% และมียอดขายรวมถึง 1,000 ล้านบาท ได้ตามเป้าหมายภายใน 3 ปี

นีโอฯ มั่นใจว่า สิ่งที่จะทำให้บีไนซ์เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกัน คือ ความสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว  การออกสินค้าลิมิเต็ด อิดิชั่น ใหม่ ๆ มากระตุ้นตลาด เช่น การเปิดตัวครีมอาบน้ำบิงซูเจ้าแรก ซึ่งได้รับความสนใจในโลกออนไลน์อย่างมาก เห็นได้จากมีคนแชร์ในโซเชียลมีเดียและ tweet อย่างต่อเนื่อง  รวมถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับร้านค้าในช่องทางเทรดดิชั่นแนล เทรด (Traditional trade) ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญ บีไนซ์เป็นผู้นำอันดับ 1 ในช่องทาง Super Hyper Other มีอัตราการเติบโตสูงสุดมากถึง 44% และมีสัดส่วนในตลาดถึง 24% และผลิตภัณฑ์บีไนซ์สูตรผิวกระจ่างใส สีเขียวยังสามารถครองสินค้าอันดับ 1 ในตลาดนี้เช่นกัน

ในขณะเดียวกันบีไนซ์ยังครองความเป็นผู้นำเบอร์ 1 ในตลาดครีมอาบน้ำ ขนาด 180-200 มล. มีสัดส่วนในตลาดมากถึง 30% มานานกว่า 3 ปี

ส่วนการรุกตลาดส่งออก  บีไนซ์ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมากจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ พม่า เขมร โดยปีที่ผ่านมามียอดส่งออกเติบโตสูงถึง 14%

นางศิริสุภายังกล่าวถึงรายได้รวมทุกกลุ่มสินค้าของนีโอคอร์ปอเรท ภายใต้แบรนด์เอเวอร์เซ้นส์, ทรอส, บีไนซ์, ไฟน์ไลน์, วีไวต์, สมาร์ท โทมิ และดีนี่ ว่า บริษัทตั้งเป้าหมายอยู่ที่ประมาณ 6,200 ล้านบาท เติบโต15% จากปี 2560 แบ่งสัดส่วนเป็นสินค้าของใช้ส่วนตัวหรือเพอร์ซันนัลแคร์ 40% และผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือนหรือเฮาส์โฮลด์ ประมาณ 60%


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer