“ดีวานา VS ปัญญ์ปุริ” เกมประลองกำลังในธุรกิจสปาและเครื่องหอม

เชื่อหรือไม่ว่า “ ตลาดสปา มีมูลค่าสูงถึง 40,000 ล้านบาท และรายได้กว่า 80% มาจากชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทย

ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ส่งผลให้มูลค่าเติบโตเฉลี่ยถึงปีละ 8-10% เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่เติบโตประมาณ 6% เท่านั้น

และการเติบโตต่อเนื่องนี้เอง ที่ทำให้ตลาดนี้กลายเป็นสนามที่ดีวานา VS ปัญญ์ปุริประลองกำลังกันอยู่

ถึงชื่อของดีวานา VS ปัญญ์ปุริจะไม่ได้คุ้นหูสำหรับคนทั่วไป แต่ต้องบอกว่านี่คือ 2 ใน 3 แบรนด์ ที่วางโพซิชั่นจับกลุ่มพรีเมี่ยมที่เหมือนกัน รวมไปถึงสตอรี่ของแบรนด์ ที่มีจุดเริ่มต้นจากเครื่องหอม ก่อนขยายมาสู่ธุรกิจสปาอีกต่างหาก

ตลาดสปา

ดีวานาเปลี่ยนเกมเพื่อไปต่อ

เริ่มจาก ดีวานาที่ทำตลาดมา 17 ปีแล้ว ปัจจุบันมีบริการและผลิตภัณฑ์เครื่องหอม 3 กลุ่มหลัก แบ่งเป็นสปา 7 แห่ง ได้แก่เดย์สปา 4 แห่ง และคลินิค 3 แห่ง,ร้านชา ดีวานา ซิกเนเจอร์ คาเฟ่ 1 สาขา และเครื่องหอมซึ่งมี 2 ชนิดได้แก่ สกินแคร์ 15 SKU กับ เครื่องหอม 200 SKU ซึ่งวางจำหน่ายใน ดีวานา ช้อป 50 แห่งทั้งในสปาและศูนย์การค้า

พัฒนพงศ์ รานุรักษ์ และ ธเนศ จิระเสวกดิลก ผู้ร่วมก่อตั้ง และผู้บริหาร บริษัท ดี วี เอ็น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บอกว่า ธุรกิจสปาเป็นธุรกิจที่ละเอียดอ่อน จึงต้องจับพฤติกรรมของแต่ละกลุ่มให้ชัดเจน ว่าต้องการเรื่องสุขภาพ ความงาน หรือ ไลฟ์สไตล์ และเสริฟ์บริการให้ถูกกลุ่ม

ซึ่งฐานลูกค้าของดีวานาสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่1.กลุ่มผู้สูงอายุที่ชื่นชอบเรื่องของความงามและไม่ยอมแก่ จึงมักจะชอบไปสปา คลินิกและสินค้าสกินแคร์

2.กลุ่มคนเมือง ซึ่งที่อยู่อาจจะคับแคบจึงต้องการผ่อนคลายในสถานที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งกลุ่มนี้มักจะไปที่ ซิกเนเจอร์ คาเฟ่ ซึ่งออกแบบให้ทำอย่างไรก็ได้ให้คนที่เข้ามาต้องโพสรูป โดยพบว่ากว่าครึ่งของคนที่เข้ามามักจะถ่ายรูปก่อนสั่งอาการ ซึ่งการโพสรูปนี้เองถือเป็นหนึ่งในการสร้างฐานนะในสังคมให้กับตัวเองด้วยด้วย  และ 3.นักท่องเที่ยวระดับบน โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีนที่ต้องการมาทำสปา และต้องการกลุ่มเครื่องหอม

เป้าหมายปีนี้ต้องการรายได้มากกว่า 500 ล้านบาท พร้อมกับวาดฝันที่จะเข้า IPO หรือชื่อเต็มๆ ว่า Initial Public Offering ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ให้ได้ภายใน 3-5 ปี

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ดีวานาก็รู้ตัวเองดีว่า การจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์จำเป็นที่ต้องสร้าง ชื่อ ให้เป็นที่รู้จักเสียก่อน ไม่อย่างนั้นนักลงทุนที่ไหนจะมาเหลียวแล

ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องปรับคือ เกมการตลาด ที่ก่อนหน้านี้ยังเชื่อมั่นในพลังของ “Word of Mouth” แต่ต่อจากนี้จะต้องปรับ โดยเริ่มจากการ Collaboration กับแบรนด์ที่มีกลุ่มเป้าหมายทั้งใกล้เคียงกัน ซึ่งเชื่อว่า จะสามารถเพิ่มฐานลูกค้าให้กับตัวเองได้

รวมไปถึงการขยายสาขาโดยปีนี้ได้วางแผนขยายสปา 2 แห่งลงทุน 30 ล้านบาท เลือกทำเลติดรถไฟฟ้าขนาด 300-400 ตารางวาง เพราะกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นนักท่องเที่ยว และเตรียมขยายสู่หัวเมืองท่องเที่ยวอีกอย่างน้อย 4 สาขาในปีหน้า, คลินิค 2 แห่งใช้งบลงทุนแห่งละ 15-20 ล้านบาท, ค่าเฟ่ 2 แห่งลงทุน 10 ล้านบาท และช้อปอีก 10 แห่ง

โดยในเร็วๆ นี้จะเริ่มรุกไปที่ตลาดยุโรป ด้วยการเปิดตัวสาขาลอนดอน ประเทศอังกฤษ รวมไปถึงกำลังอยู่ในระหว่างเจรจากับบริษัทระดับโลก ซึ่งจะเข้ามาจับมือกันในลักษณะถือหุ้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถขยายตลาดไปได้ทั่วโลก คาดว่าอีก 6 เดือนจะรู้ผล

ตลาดสปา

ปัญญ์ปุริถึงเวลาต้องสร้างแบรนด์ให้ชัด

ในขณะที่ปัญญ์ปุริเป็นแบรนด์ที่เข้ามาที่หลัง โดยทำตลาดมาแล้ว 15 ปี และเพิ่งเข้าสู่ธุรกิจสปาได้เพียง 7 ปีเท่านั้น ปัจจุบันมีสาขาในประเทศไทยทั้งหมดกว่า 40 สาขา ใน 6 จังหวัดหลัก และจุดขายต่างประเทศใน 20 ประเทศทั่วโลก โดยมีโปรดักส์ทั้งหมดประมาณ 300 SKU ในจำนวนนี้เป็นสกินแคร์ 12 SKU มีราคา 500 – 5,000 บาท

นอกจากนี้ ยังให้บริการสปา 3 สาขา 2 แห่งอยู่ในโรงแรมที่กรุงเทพและมาเลเซีย อีกแห่งล่าสุดปัญญ์ปุริ เวลเนสซึ่งใช้งบลงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท พื้นที่รวม 2,000 ตารางเมตร ตั้งในเกษร ทาวเวอร์ เปิดเป็นเวลเนสครบวงจร

ปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด บอกว่า ภายใน 5 ปีต่อจากนี้ หรือภายในปี 2022 เป้าหมายที่ปัญญ์ปุริต้องการ คือมีรายได้แตะ 1,500 ล้านบาท และปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เป็น คลีนบิ้วตี้

พร้อมกับปรับสัดส่วนรายได้ ที่วันนี้ 90% มาจากกลุ่มร้านค้า และบริการเวลเนส ซึ่งก็คือสปา 10% และภายในอีก 5 ปีข้างหน้ารายได้กลุ่มร้านค้า จะอยู่ที่ 80% และบริการเวลเนสเพิ่มขึ้นเป็น 20%

เขายอมรับว่าวันนี้ภาพของแบรนด์ยังไม่ชัดเท่าที่ควร เพราะที่ผ่านมาการทำงานไม่ได้วางแผนที่ชัดเจน การออกโปรดักส์ใหม่จะเริ่มต้นจากความชอบ และไม่ได้ศึกษาตลาดก่อน รวมไปถึงช้อปแต่ละแห่งก็ตกแต่งไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันมากนัก

นั้นคือโจทย์ที่ปัญญ์ปุริต้องแก้เป็นอย่างแรก และ วรวิทย์ ศิริพากย์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ก็รู้เป็นอย่างดี จึงเลือกดึงตัวผู้บริหารจากบริษัท FMCG ยักษ์ใหม่เข้ามาเสริมกำลัง รวมไปถึงปราโมทย์เองด้วย เพื่อเข้ามาปรับทิศทางการตลาดเสียใหม่ โดยจะต้องทำวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อจับทิศทางก่อนจะออกโปรดักส์ใหม่

ความท้าทายคือต้องสร้างแบรนด์ให้ชัด ก่อนจะขยายไปถึงฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ รวมไปถึงต้องจัดความสำคัญก่อนหลังว่าควรจะลงทุนอะไรก่อน

ปราโมทย์ บอกว่า วางแผนภายใน 5 ปี จะทุ่มงบลงทุนขยายสาขาอีก 40 แห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในสัดส่วนในประเทศ 70% และต่างประเทศ 30% ซึ่งจะเริ่มจากในเอเชียก่อน ได้แก่ เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และจีน

ช้อปใหม่ต้องการพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 60 ตารางเมตร และใช้งบลงทุนเฉลี่ย 2-3 ร้าน เลือกลำเลจากทราฟฟิคเป็นหลัก โดยตัวร้านตกแต่งภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ ถ้าสาขาไหนมีพื้นที่มากพอก็จะเพิ่มส่วนที่เป็นบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสปาเข้าไป ซึ่งคอนเซ็ปต์ใหม่นี้จะทยอยปรับใช้ร้านเดิมๆ ด้วย

ส่วนสปาวางแผนขยายทั้งสแตนอโลนและโรงแรม ซึ่งมองเซนโรงแรมระดับ 5 ดาวขึ้นไปประมาณ 2-3 ราย ซึ่งการไปอยู่ในโรแรมจะมีฐานลูกค้าที่ชัดเจน โดยคาดว่าสปาจะเปิดปีละ 1-2 สาขา ใช้งบลงทุน 20-30 สาขา มีพื้นที่ 400-500 ตารางเมตร

ในขณะที่โปรดักส์จะหันไปรุกกลุ่มสกินแคร์และแฮร์แคร์มากขึ้น เนื่องจากในตลาดเครื่องสำอาง 2 กลุ่มนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดเครื่องสำอาง โดยวางแผนปรับภาพลักษณ์ใหม่ และออกสินค้าที่พรีเมี่ยมมากขึ้น ซึ่งต้องการผลักดันสัดส่วนรายได้จากกลุ่มนี้จาก 10% ให้เป็น 25% อีกด้วย

ตลาดสปา


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer