นี่คือ Creative Wedding ที่เปลี่ยนพรีเซนต์งานแต่งธรรมดา ให้กลายเป็นหนังสั้นที่ครีเอทสุด ๆ

Presentation งานแต่งในหัวคุณเป็นอย่างไร ? คงจะหนีไม่พ้นแพทเทิร์นเดิม ๆ ที่ให้บ่าว-สาวมาพูดถึงเส้นทางความรัก เจอกันยังไง จีบกันยังไง รักกันยังไง

แม้จะเป็นเรื่องราวที่หวานชื่นขนาดไหน แต่มันก็คงไม่น่าสนใจเท่าอาหารคาวหวานในงาน

จนกระทั่งเพื่อนของเราใน Facebook ได้แชร์หนังสั้นเรื่องหนึ่งลงบน Feed ด้วยความ Auto Play ของมันจึงทำให้เราต้องกดเข้าไปดู จนพบว่าจริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่หนังสั้น แต่กลับเป็น Presentation ในงานแต่ง ต่างหาก !

ภาพสวย สตอรี่ดี แตกต่างจาก Presentation ที่เราเคยเห็นกันทั่วไป และทำให้เราคลิกเข้าไปที่เพจเจ้าของคลิป จนทำให้เรารู้จักกับ รักสุขเย็น Creative Wedding ที่เกิดจากอดีตคนเบื้องหลังค่ายหนังดังในนาม GTH อย่างปูน และ โอม

และก่อนที่จะสไลด์หน้าจอเพื่อหาคำตอบว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ “งานที่หลาย ๆ คนมองว่าเป็น Level ขั้นต่อหลังจากรับถ่ายปริญญา” อย่าง งานแต่งงาน’ กลายมาเป็นรายได้กว่า 70% ของบริษัท และกลายมาเป็น Signature ที่ทำให้คนรู้จักรักสุขเย็น

เราอยากแนะนำให้ทุกคนได้ดู Presentation ที่ด้านล่างนี้กันก่อน

Presentation ที่ล้อเลียนงานแต่งงานแบบเดิม ๆ ได้อย่างกวนสุด ๆ

จากเด็กวิศวะที่พื้นฐานโปรดักท์ชั่นเป็น 0 สู่คนเบื้องหลังหนังดังอย่างพี่มาก…พระโขนง และ Countdown

“ผมไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ว่าคำว่า C.U. แปลว่าอะไร” ประโยคข้างต้นเป็นสิ่งที่ตอกย้ำความไม่มีพื้นฐานในด้านโปรดักท์ชั่นของเด็กที่จบวิศวะอย่างปูนได้เป็นอย่างดี

แต่สิ่งที่ทำให้เขาก้าวเข้ามาสู่การเป็นคนเบื้องหลังของค่ายหนังดังอย่าง GTH ได้ เป็นเพราะความชอบดูหนัง และความชอบก็นำไปสู่การพาตัวเองเข้าไปอยู่ใน GTH เก็บประสบการณ์ในการทำงานด้วยวิชาครูพักลักจำ

จนกระทั่งวันหนึ่งที่มีโอกาสได้ตัดคลิปปิดกล้องหนัง ผลงานของเขาก็เข้าตา ดีกว่าที่หัวหน้าคาดหวังไว้ สุดท้ายการทำงานได้ออกมาดีกว่าคำสั่งของหัวหน้า ก็กลายมาเป็นใบเบิกทางสู่คนเบื้องหลังของสองหนังใหญ่อย่าง พี่มาก…..พระโขนง และ Countdown

และการก้าวเข้ามาเป็นคนเบื้องหลังนี้ ก็ทำให้เขาได้พบกับโอม คนเบื้องหลังที่จบฟิล์มมาโดยตรง จนเมื่อรู้สึกอิ่มตัว ทั้งสองจึงร่วมลงขัน ออกมาเปิดโปรดักท์ชั่นเฮ้าส์เป็นของตัวเองกัน ที่ในช่วงแรก ๆ ยังรับเพียงแค่งานโฆษณาทั่วไป

(C.U. ย่อมาจากคำว่า Close Up หมายถึงมุมกล้องที่เอาไว้เจาะให้เห็นรายละเอียดของวัตถุต่าง ๆ เป็นศัพท์พื้นฐานที่คนทำโปรดักท์ชั่นนั้นรู้กัน)

งานแต่งก็เหมือนกับโรงหนังขนาดใหญ่ ที่แขกจ่ายค่าซองเป็นตั๋วเข้ามา

จุดเริ่มต้นของการทำ Presentation งานแต่งงาน เกิดจากการที่มีคนรู้จักมาเห็นโปรดักท์ชั่นของทั้งคู่แล้วได้ชักชวนให้ไปช่วยทำ Presentation งานแต่งให้ นำมาสู่การทำงานสำหรับงานแต่งในเวลาต่อมาอีกหลาย ๆ งาน

แต่พอทำไปได้สักพัก ทั้งคู่กลับรู้สึกเบื่อกับวิธีการแบบเดิม ๆ ที่ให้คู่บ่าว-สาวมานั่งพูดคุยสัมภาษณ์ จึงได้ลองตีโจทย์ออกไปในรูปแบบใหม่ คือยึดการสัมภาษณ์เหมือนเดิม แต่เพิ่มสถานการณ์จำลองแทรกเข้าไป

และถึงมันจะเป็นวิธีที่ใหม่ แต่พอทำไปได้สักพักทั้งคู่ก็เข้าลูปความเบื่ออีกครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่งที่ฉุกคิดได้ว่า

“จริง ๆ แล้วงานแต่งที่มีแขกมาร่วมงาน 500 คน 1000 คน หรือมากกว่านั้น มันก็เปรียบเสมือนกับโรงหนังดี ๆ นี่แหละ แล้วทำไมเราถึงไม่ทำให้ดีกว่าสิ่งที่มันเคยเป็นอยู่”

การฉุกคิดเล็ก ๆ นี้จึงกลายเป็นฉนวนที่ทำให้ทั้งคู่อยากจะทำ Presentation ในรูปแบบของหนังสั้น และมันก็พัฒนาจนกลายเป็นลายเซ็นของรักสุขเย็นตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

ความยากคือต้องทำให้คนธรรมดา แอคติ้งได้

ถึงการทำงานกับบ่าว-สาว จะง่ายกว่าทำงาน Commercial อย่างลูกค้าแบรนด์ต่าง ๆ แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าการเอาคู่บ่าว-สาวที่เป็นคนธรรมดา มาเล่นหนังสั้นที่ต้องใส่แอคติ้งลงไปนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

และการเอาทั้งคู่ไปเทคคอร์สแอคติ้งก็คงจะไม่ใช่เรื่องสักเท่าไหร่ ปูนและโอมจึงเล่าวิธีการบิ้วต์อารมณ์ให้กับ นักแสดงจำเป็นให้เราฟังว่า

“เราจะเริ่มสังเกตลูกค้าตั้งแต่ไปพูดคุยไปรับบรีฟกับทั้งคู่ ดูว่าแต่ละคนเป็นยังไง มีบุคลิกท่าทางเป็นแบบไหน พูดเยอะไหม ถ้าไม่เยอะเราก็จะใส่บทพูดลงไปไม่เยอะแล้วให้องค์ประกอบอื่น ๆ เป็นตัวช่วยในการเล่าเรื่องแทน

และอีกข้อนึงที่ได้เปรียบ คือถึงยังไงแล้วบทบาทที่พวกเขาได้รับก็เป็นตัวของเขาเองอยู่ดี เรื่องราวที่ต้องแสดงก็เป็นเรื่องของเขาทั้งสองเองทั้งนั้น”

ตอนจบของ Presentation ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการแต่งงาน

การทำหนังเราสามารถดีไซน์ตอนจบของมันได้ว่าจะให้ออกมาเป็นแบบไหน แต่การทำ Presentation เราไม่สามารถกำหนดตอนจบเองได้ เพราะมันเป็นเรื่องจริงของคนสองคน ความยากในการทำงานนี้คือเราจะจบยังไงให้เรื่องมันกลม ในเวลาที่กำหนดไม่ยืดยาวจนเกินไป”

ด้านบนนี้คือเหตุผลที่ว่าทำไม Presentation หลาย ๆ งานของรักสุขเย็นจึงจบแค่การที่บ่าว-สาวได้รู้จักกัน ได้จับมือกัน หรือจบแบบที่เรื่องราวไม่เล่าไปถึงตอนที่ทั้งคู่ได้เป็นแฟนกันด้วยซ้ำ

แต่สุดท้ายมันก็เป็นการจบเรื่องที่ทำให้ตัวหนังสั้นออกมาสมบูรณ์แบบ และที่สำคัญคือไม่ว่าอย่างไรนั่นก็คือ Presentation ที่ถูกเปิดในงานแต่งงาน

และบ่าว-ที่ยืนอยู่หน้าเวที ก็น่าจะเป็นตอนจบที่ Happy Ending ที่สุดแล้ว <3

 

ต่อยอดจาก Presentation สู่ Creative Wedding ที่รับจัดงานแต่งงานด้วย

สัดส่วยรายได้ 70 % ที่มาจากการทำ Presentation ของรักสุขเย็นกำลังจะลดลงเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะไม่มีคนจ้าง แต่เป็นเพราะ Service ใหม่ของพวกเขาที่กำลังก้าวเข้ามากินส่วนแบ่งมากขึ้นต่างหาก

และ Service ที่ว่าก็คือการรับจัดงานแต่งงาน

ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับรักสุขเย็น แต่การรับจัดงานแต่งนี้ยังทำให้พวกเขาทำงานได้ง่ายขึ้น Presentation และตัวงานสามารถคล้อยตามและอยู่ใน Theme เดียวกันมากขึ้นด้วยเช่นกัน

อย่างมีงานแต่งของคู่รักอดีตนักกีฬาทีมชาติคู่หนึ่งที่พวกเขาเป็นคนจัดให้ ก็เป็นงานแต่งที่เปลี่ยนจากการคล้องพวงมาลัยบนเวทีมาเป็นการคล้องเหรียญทองแทน เปลี่ยนจากการตัดเค้ก (ที่ส่วนมากมักจะมีเค้กเพียงชั้นเดียว) มาเป็นการเปิดแชมเปญเหมือนกับพิธีเปิดตัวในมอเตอร์ครอส เปลี่ยนการจุดเทียนมาเป็นการจุดคบเพลิง และเปลี่ยนจากช่อดอกไม้ มาเป็นช่อมะกอในงานโอลิมปิกแทน

คิ้วท์เนอะ : )

1 เดือนรับงานได้เต็มที่แค่ 5 เพราะนี่คืองานศิลปะ ไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรม

ในช่วงแรกที่ทำ Presentation รูปแบบหนังสั้น รักสุขเย็นมีงานเข้ามาเฉลี่ยนเดือนละ 3 ครั้ง และเพิ่มมาเป็น 5 ครั้งต่อเดือนในปีที่ 2

ที่คิดว่าจะยังไม่ขยายจำนวนงานต่อเดือนไปให้มากกว่านี้

ไม่ใช่เพราะไม่อยากได้ตังค์ แต่เป็นเหตุผลที่ปูนและโอมบอกกับเราว่า “เรายังอยากให้มันเป็นงานศิลปะ ไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรมที่สามารถ Copy ซ้ำได้เรื่อย ๆ ”

เป็นประโยคสั้น ๆ แต่สะท้อนให้เราได้เห็นแล้วว่าทำไมงานส่วนใหญ่จากรักสุขเย็นจึงสามารถทำให้คน ที่แม้จะไม่รู้จักคู่บ่าว-สาว สามารถดู Presentation นั้น ๆ จนจบได้ : )

ขอบคุณภาพ : พี่หมี Marketeer / รักสุขเย็น