จะเห็นได้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สมาร์ทโฟนอย่างหัวเว่ยต่างเปิดศึกรอบด้าน เพื่อแย่งชิงความเป็นเบอร์ 1 ใน ตลาดสมาร์ทโฟน ไทย ที่มีซัมซุงครองบัลลังก์อยู่อย่างยาวนาน

โดยเฉพาะการเปิดครึ่งปีหลังมานี้ ได้เห็นภาพการบุกไม่ยั้งของหัวเว่ยที่เข้ามาสร้างอิมแพคให้กับตลาดผ่านสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในระดับมิดเอนด์ ผ่านฟีเจอร์และพรีเซ็นเตอร์ ดึงดูดให้คนไทยเปลี่ยนสมาร์ทโฟนใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้งานที่มากกว่า

ส่วนแบรนด์เกาหลีอย่างซัมซุงก็ตั้งรับเชิงรุกตลาดผ่านพรีเซ็นเตอร์และฟีเจอร์ ใน ตลาดสมาร์ทโฟน ระดับมิดเอนด์ด้วยเช่นกัน

สิ่งที่ทำให้ค่ายมือถือทั้งแบรนด์จีนและเกาหลีต่างลงเล่นในตลาดสมาร์ทโฟน ระดับมิดเอนด์ ในเวลาไล่เลี่ยกันมาจาก

1. ตลาดสมาร์ทโฟนปีนี้ใกล้เคียงกว่าปีที่ผ่านมา ด้วยยอดจำหน่ายเดือนละ 1.2-1.4 ล้านเครื่อง ขึ้นลงตามการออกสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ และแคมเปญโปรโมชันดันยอดจำหน่ายในตลาด

แต่กลับมีมูลค่าการเติบโตที่สูงขึ้น จากมูลค่าการซื้อสมาร์ทโฟนเฉลี่ยต่อเครื่องที่เพิ่มขึ้นจาก 7,000 บาทในปีที่ผ่านมา เป็น 7,500 บาทในปีนี้

 2. ยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่มาจากตลาด replacement ที่ผู้ซื้อมีประสบการณ์ในการใช้งานสมาร์ทโฟนมาก่อน และพบกว่าสมาร์ทโฟนในกลุ่ม entry level ไม่ตอบโจทย์การใช้งานทั้งหมด

โดยผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ จะนิยมเปลี่ยนเครื่องใหม่ทุก 12-13 เดือน

และส่วนหนึ่งผู้บริโภคอัพเกรดจากเครื่องเฮาส์แบรนด์ระดับล่าง ที่โอเปอเรเตอร์แจกฟรีมาเป็นระดับกลางเมื่อมีการใช้งานที่ชำนาญมากขึ้น

สัดส่วนสมาร์ทโฟน Volume Value ต่ำกว่า 5,000 บาท 30% 20% 5,000-15,000 บาท 40% 40% มากกว่า 15,000 บาท 30% 40% ที่มา : หัวเว่ย, มิถุนายน 2561

3. แบรนด์สมาร์ทโฟนในตลาดประเทศไทยที่เกือบทุกแบรนด์มีสินค้าในเซกเมนต์มิดเอนด์ และต่างแข่งขันอย่างรุนแรงจากการวางเป้าหมายขับเคลื่อนธุรกิจด้วย       สมาร์ทโฟนเซกเมนต์นี้ เพราะสมาร์ทโฟนระดับ entry level ที่มีสัดส่วนยอดจำหน่ายที่ลดลงตามพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง

เมื่อตลาดสมาร์ทโฟนพร้อมมาก แบรนด์ก็พร้อมรุกตลาดเช่นกัน มาเริ่มกันเลยดีกว่า

 

Huawei Nova 3 เมื่อเบลล่าชอบถ่ายภาพสวย

เรียกได้ว่าหัวเว่ยเป็นแบรนด์มือถือที่จริงจังมากกับการขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาด   สมาร์ทโฟนไทย โดยได้วางเป้าหมายไว้ว่าจะขอขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดภายในปี 2563

สิ่งที่ทำให้ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย มั่นใจเช่นนั้นมาจากส่วนแบ่งตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี โดยในเดือนเมษายน 2561 มีส่วนแบ่งตลาดที่ 14.7% เพิ่มขึ้นจาก 9.8% ในเดือนสิงหาคม 2560 และเชื่อว่าในสิ้นปีส่วนแบ่งตลาดต้องมากกว่านั้น

การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของหัวเว่ยในครึ่งปีหลัง 2561 ทศพรให้น้ำหนักไปกับการเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับมิดเอนด์ Nova3 series เรือธงตัวใหม่ ที่มีจุดเด่นเรื่องดีไซน์ หน้าจอขนาดใหญ่ และกล้องที่ให้ภาพถ่ายสวยเป็นธรรมชาติในระดับมืออาชีพเพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการมือถือมีคุณภาพราคาจับต้องได้

โดย Nova3 series ประกอบด้วย Nova3 และ Nova3i เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นภาคต่อของหัวเว่ยในตระกูล Nova ที่เคยประสบความสำเร็จด้านยอดจำหน่ายจาก Nova2 Series สมาร์ทโฟน 4 กล้อง 4 ตัวรุ่นแรกจากหัวเว่ย ที่เปิดตัวในปีที่ผ่านมา

และการเปิดตัว Nova3 ในครั้งนี้ ทศพรต้องการยอดจำหน่ายมากกว่ารุ่น Nova2 มากถึง 2 เท่า เพื่อไต่ส่วนแบ่งตลาดให้เข้าใกล้เบอร์ 1 อย่างซัมซุงอย่างมากยิ่งขึ้น

การไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดหัวเว่ย คอนซูเมอร์บิสสิเนส กรุ๊ป ได้วางกลยุทธ์การตลาดไว้ 4 ประการ ด้วยงบการตลาดเพิ่มจาก Nova2 มากถึง 2-3 เท่า ได้แก่

1. การนำเบลล่า ราณี เป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อเพิ่มการรับรู้และจดจำแบรนด์ Huawei Nova3 พร้อมแคมเปญการตลาดรูปแบบ 360 องศา ทั้งออฟไลน์และออนไลน์

2. สื่อสารไปยังจุดเด่นในเรื่องของเซลฟี่ เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการมือถือที่เน้นการถ่ายภาพ ด้วยการนำเทคโนโลยีบางส่วนจาก Huawei P20 เช่น การใช้เลนส์ขาว-ดำในกล้องหลัง ซึ่งทำให้ภาพถ่ายขาว-ดำมีมิติมากขึ้น การนำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการวิเคราะห์รายละเอียดของหน้า พร้อมปรับให้เป็นธรรมชาติ และอื่นๆ ในราคาเริ่มต้น 9,990 บาท

3. ใช้การ Pre Order พร้อมของสมนาคุณ เป็นเครื่องมือการตลาดในรูปแบบ word of mouth เพื่อดึงให้ลูกค้าโดยเฉพาะแฟนพันธ์ุแท้หัวเว่ย มาทดลองใช้สินค้า และบอกต่อคุณภาพของการถ่ายภาพ และการใช้งานไปยังกลุ่มเพื่อน และสร้างกระแสโลกโซเชียลผ่านการโพสต์และรีวิวในรูปแบบต่างๆ

 4. เปิดตัว brand shop เพิ่มอย่างต่อเนื่อง จาก 99 สาขา ในเดือนกรกฎาคม 2561 เป็น 150 สาขาในสิ้นปี เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้ลูกค้าเข้าไปทดลอง สอบถามสินค้า และบริการหลังการขายได้ง่ายขึ้น

เกมกลยุทธ์สมาร์ทโฟนระดับมิดเอนด์ผ่านเบลล่า ราณี ในครึ่งปีหลัง จะดันให้หัวเว่ยสามารถไต่ระดับส่วนแบ่งตลาดได้ตามเป้าหมายที่ต้องการได้หรือไม่ คงต้องวัดกันที่สิ้นปี

เพราะงานนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างน้อยในตลาดมิดเอนด์ซัมซุงได้ควงแขนสาวๆ จาก BNK48 เปิดตัว galaxy J8 สร้างส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มโอตะ BNK 48 และคนรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน

แล้วซัมซุง เขาแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนมิดเอนด์อย่างไร

 

J8-BNK48 ไม่ใช่แค่ถ่ายภาพ แต่ต้องมากกว่านั้น

เมื่อแบรนด์จีนบุกตลาดอย่างหนักหน่วงขึ้นทุกลมหายใจ หน้าที่ของแบรนด์นัมเบอร์วันอย่างซัมซุง คือ

การรักษาความเป็น brand leader ที่มีมาอย่างยาวนานให้มากที่สุด

และทางออกของการรักษาตลาดสมาร์ทโฟนมิดเอนด์คือกลยุทธ์ collaboration ระหว่าง galaxy J8 และ BNK48 เพื่อเกาะกระแสสร้างฐานลูกค้าจาก โอตะ BNK48 และคนรุ่นใหม่ ที่ซัมซุงเรียกว่า Generation J

ซึ่งกลุ่ม Generation J วิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที และ วรรณา สวัสดิกูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาดไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ให้คำจำกัดความว่า เป็นกลุ่มที่มีความต้องการสมาร์ทโฟนมัลติเอนเตอร์เทนเมนต์ที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ไปจนถึง 20 ปีต้นๆ ใช้ชีวิตอยู่บนคำว่า entertainment ไม่ค่อยมีความเครียด และรู้จักการใช้งานสมาร์ทโฟนในฟังก์ชัน การถ่ายภาพและฟังเพลงได้มีมิติมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

โดย galaxy J8 เป็นรุ่นแรกในตลาดมิดเอนด์ที่เป็นมัลติเอนเตอร์เทนเมนต์โฟน เน้นความบันเทิงด้วยหน้าจอ 6 นิ้ว เสียงระดับ Dolby Atmos ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์การถ่ายภาพในลูกเล่นต่างๆ ที่โดนใจวัยรุ่น เช่น การถ่ายภาพไฟล์ GIF ให้เคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

ส่วนการ collaboration ระหว่าง galaxy J8 และ BNK48 ในช่วงเริ่มต้นเรียกได้ว่าเป็นสีสันการตลาดที่น่าสนใจ

ประกอบด้วย

1. การบันเดิลคอนเทนต์ของ BNK48 เช่น wallpaper, เสียงเรียกเข้า และอื่นๆ ในรูปแบบ Random ลงใน galaxy J8 ตั้งแต่โรงงาน และมี QR Code ข้างกล่องให้ลูกค้า J8 ได้สแกนคอนเทนต์เพิ่มแบบ Random เพื่อให้ลูกค้าเสี่ยงทายว่าจะได้คอนเทนต์ไหนจากสาวๆ BNK48

การที่ซัมซุงเน้นการตลาดในรูปแบบการ Random คอนเทนต์มาตั้งแต่โรงงานจากการมองเห็นพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ ที่มองว่าการเสี่ยงทายเป็นเรื่องที่สนุก มีความท้าทาย ไม่น่าเบื่อ และทำให้เกิดกระแสการพูดถึงคอนเทนต์ที่ได้มาจากการเสี่ยงทายในโลกโซเชียล รวมถึงการแลกเปลี่ยนซื้อขาย J8 กันเองในกลุ่มแฟนคลับ เพื่อให้ได้คอนเทนต์ของ BNK48 ที่ชื่นชอบมาใช้งาน

2. ติดตั้งแอปพลิเคชั่น BNK48 ที่มีเฉพาะใน galaxy J8 ให้แฟนคลับ BNK48 สามารถซื้อคอนเทนต์ที่ไม่มีจำหน่ายในที่อื่นๆ ของ BNK48 เพิ่มผ่านแอปได้ ซึ่งการร่วมมือนี้ซัมซุงได้ในเรื่องของ exclusive content ส่วน BNK48 ได้รายได้จากการจำหน่ายคอนเทนต์

3.นำภาพ BNK48 เป็นกิมมิกหน้ากล่องบรรจุสมาร์ทโฟน เพื่อดึงดูดแฟนคลับ และมีการจัดแพ็กเกจเป็น Boxset พิเศษ 20,000 set ราคา 12,900 บาท จากราคาปกติ 9,490 บาท

โดย Boxset ประกอบด้วยกล่องและของแถมเพิ่ม เช่น เคสลาย BNK48 wallpaper, theme และเสียงเรียกเข้า ในจำนวนที่มากกว่า set ทั่วไป และเป็นแบบ Random ทั้งหมด เพื่อสร้างมูลค่าและกระแสให้โอตะรู้สึกอยากเป็นเจ้าของมากขึ้น

4. มีการจับมือ BNK48 ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เช่น กิจกรรมเปิดตัวที่นำ BNK48 มาร่วมมินิคอนเสิร์ต นำชุดจริงของสมาชิกมาร่วมโชว์ เพื่อดึงให้โอตะมาร่วมกิจกรรม และรับฟังคุณสมบัติของ galaxy J8 ไปในตัว

การที่ซัมซุงร่วมมือกับ BNK48 มาจากการมองตลาดของวิชัย ที่ต้องการสร้างจุดต่างที่มีมากกว่าคู่แข่ง ที่ในวันนี้แข่งขันแต่เพียงเรื่องการถ่ายภาพสวย และสเป็กเครื่องเป็นจุดขายหลักในการทำตลาด และเขาเชื่อว่า J8 และ BNK48 จะจับมือพาซัมซุงให้เติบโตรักษาความเป็นผู้นำตลาดแบบไม่ต้องให้คุกกี้มาช่วยเสี่ยงทายกัน

 


อ่านคอนเทนต์การตลาด อ่าน MarketeerOnline.co

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline