“แสนสิริ” ต้องเปลี่ยนจากการสร้าง “Product” มาเป็น “Platform” ครองใจลูกบ้าน

ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 มีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายเล็กรายน้อยรวมกันประมาณ 5 พันราย ในยุคนั้นอสังหาริมทรัพย์บูมจนคนทุกอาชีพเข้ามาหวังต่อยอดเงินอย่างง่ายๆ คลื่นวิกฤตที่เกิดขึ้นซัดกระหน่ำจนเหลือผู้ประกอบการที่ตั้งใจริงประมาณ 2 พันราย วันนี้น่าจะเหลือของจริงประมาณ 1 พันราย มีประมาณ 10 รายที่มียอดขายเกิน 1 หมื่นล้านบาท กวาดยอดขายไปกว่า 2 แสนล้านบาทขึ้นไปต่อปี เป็น “บิ๊กแบรนด์” “บิ๊กเนม” ที่มีความพร้อมในการแข่งขันทุกรูปแบบ จากเดิมที่เคยแข่งกันในเรื่อง “ทำเล” กับ “ราคา” เป็นหลักเท่านั้น แสนสิริ เป็น Case Study หนึ่งที่สะท้อนให้เห็นวิถีที่ต้องสู้กับยักษ์ใหญ่ด้วยกันเพื่อให้ได้ใจลูกบ้านในยุคดิจิทัลมากที่สุด   

อาวุธใหม่ต้องแข่งกันสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้า

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจะสังเกตได้ว่าหมายข่าวของแสนสิริ เริ่มต่างไปจากเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นหมายเปิดตัวโครงการใหม่ หรือแถลงผลประกอบการ แต่เปลี่ยนไป เช่น เปิดตัว MOVE-IN EXPERIENCE บนแอปพลิเคชั่น HOME SERVICE, 2 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ ซีกัลและแสนสิริ จับมือร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ จัดแคมเปญออนไลน์ใหญ่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ หรือ แสนสิริจับมือ ‘ฮาบิแทท’ สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์แบบเอ็กซ์คลูซีฟให้ลูกบ้านแสนสิริ

อุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า

รูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นยังอยู่ภายใต้หลักคิดเดิมที่แสนสิริยึดถือมานานว่า “แสนสิริบ้านที่เติมเต็มทุกการใช้ชีวิต” โดยในยุคนี้ได้วางแนวทางในการทำที่อยู่อาศัยไว้ใน 4 เรื่องหลักเพื่อลิงก์ไปกับมอตโต้ดังกล่าว คือในเรื่องของ Design Quality Innovation และ Service

 

แสนสิริ ยึดเทรนด์ Sharing Economy ในการดีไซน์

จากการติดตามพฤติกรรมของลูกค้ายุคมิลเลนเนียลทำให้เกิดการดีไซน์รูปแบบใหม่ๆ ในโครงการโดยมาจากเทรนด์ในเรื่องของ ”เศรษฐกิจแบ่งปัน” (Sharing Economy) เปลี่ยนความคิดจาก ”ของฉัน” เป็นของ ”เรา”

“ ชีวิตของเด็กในยุคนี้จะต่างจากคนในยุคก่อน  คือปัจจุบันเป็นยุคที่ค่าครองชีพสูงมาก ในขณะที่สินค้าต่างๆ ก็มีหลากหลายให้เลือก ของที่อยากได้อยากใช้เลยเยอะไปหมด จากเดิมเรียนจบมาเก็บเงินซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่ปัจจุบันเงินเดือนที่ได้มาแค่ค่าใช้จ่ายประจำวันก็หมดแล้ว ทำให้เขาไม่มีเงินเหลือที่จะซื้อทรัพย์สินที่ใหญ่ๆ  คอนเซ็ปต์  Sharing Economy ก็เลยเกิดขึ้น คือมีทรัพย์สินที่แชร์กันได้ ไม่มีเงินแต่อยากใช้ทรัพย์สินเหล่านั้นบ้าง เช่น อยากขับรถราคาแพงๆ ก็เกิดธุรกิจให้เช่ารถ อยากมีบ้านสวยๆ ก็มี airbnb ทุกอย่างเช่าได้หมด“

แสนสิริเลยดีไซน์ห้องให้เล็กลง แต่ดีไซน์พื้นที่ส่วนกลางให้กว้างขึ้น เพื่อรองรับคนที่มาแชร์พื้นที่ส่วนกลางมากขึ้นมี Co-Living Space เช่น ครัวกลางขนาดใหญ่ ที่สามารถเข้ามาใช้เพื่อเตรียมอาหารรับรองเพื่อนฝูงได้จำนวนมาก บริเวณพื้นที่ครัวกลางยังเชื่อมต่อพื้นที่ข้างนอก สำหรับจัดงานปาร์ตี้กับเพื่อนๆ โดยไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินตามร้านอาหาร

ในโครงการ XT 3 โครงการที่เพิ่งเปิดตัวไป คือ XT เอกมัย XT พญาไท XT ห้วยขวาง ยังมีคอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า Co Sharing Facility ซึ่งต่อยอดมาจาก Co-Living Space คือจากคนในโครงการเดียวกันใช้พื้นที่ส่วนกลางด้วยกัน ขยายเป็นสามารถไปใช้พื้นที่ส่วนกลางในโครงการอื่นๆ ได้ด้วย

รวมไปถึงการดีไซน์ห้องพักในคอนเซ็ปต์ Personalized layout สามารถเลือกรูปแบบห้องได้ตามบุคลิกและไลฟ์สไตล์ที่ตรงกับความเป็นตัวเอง เช่น คนที่รักการนอนเล่น ดูหนัง ฟังเพลง ต้องการห้องนอนที่กว้างใหญ่ คนชอบแต่งตัว พื้นที่ของ walk–in closet ต้องกว้าง สายรักธรรมชาติ ต้องการเพิ่มพื้นที่ระเบียงสำหรับปลูกต้นไม้ 

ในทุกกระบวนการในการดีไซน์ ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ จะต้องทำไปพร้อมๆ กับเรื่องคุณภาพด้วย

โปรดักต์ กระบวนการทำงาน และเซอร์วิส ต้องมี Innovation

แสนสิริได้เน้นในเรื่องอินโนเวชั่นใหม่ๆ ของ Prop Tech เพื่อนำมาใช้ในเรื่องโปรดักต์ เซอร์วิส และกระบวนการทำงาน   

ในเรื่องโปรดักต์ เช่น Home Automation ที่สามารถสั่งงานผ่าน Home Service Application ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในแพลตฟอร์มที่แสนสิริกำลังพัฒนาให้เป็นเสมือนกูเกิลในเรื่องบ้าน ต้องการอะไรเกี่ยวกับเรื่องบ้านมีบริการหมด โดยล่าสุดได้เปิด MOVE-IN EXPERIENCE แพลตฟอร์ม CRM ที่ประกอบไปด้วยเซอร์วิสต่างๆ เช่น การย้ายบ้าน ซื้อของตกแต่งบ้าน บริการซ่อมบ้าน     

ตอนนี้เรามีลูกบ้าน 8 หมื่นคนจากประมาณ 500 โครงการ มีคนที่เข้ามาใช้แอปพลิเคชั่นประมาณ 2 หมื่นคน ตั้งใจว่าภายในปีหน้าแอปได้พัฒนาไปมากขึ้น น่าจะได้เพิ่มเป็นประมาณ 4 หมื่นคน”

อุทัยกล่าวว่าฟีดแบ็กต่างๆ ที่จะได้มาจากการใช้แอปของลูกค้า คือข้อมูลอินไซด์ของลูกค้าเองที่ไหลเข้ามาในระบบอย่างต่อเนื่อง และเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่จะใช้พัฒนาโครงการต่อๆ ไปในอนาคตได้สอดคล้องกับความต้องการอยู่อาศัยของลูกค้ามากขึ้น 

“6 ปี เราใช้เงินกับ Home Service Application ที่จะพัฒนาทั้งระบบหลังบ้านและหน้าบ้านไว้ด้วยกันกว่า 100 ล้านบาท

เมื่อทำในเรื่อง Innovation อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ต้องรีบผลักดันในองค์กรก็คือการปรับเปลี่ยนมายด์เซตของคนที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 3 พันคน เป็นเจน Y ประมาณ 70% ในขณะที่ผู้บริหารซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ส่วนใหญ่เป็นเจน X การทำงานร่วมกันและเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันของคน 2 เจนนี้จึงสำคัญอย่างมาก 

นอกจากเพิ่มการเทรนนิ่งเพื่อให้พนักงานมีความรู้ความสามารถที่หลากหลายแล้ว วิธีการอย่างหนึ่งก็คือปรับโครงสร้างเป็นการทำงานแบบ ‘Agile’ เอาคนที่ทำงานต่างฝ่ายกันมาอยู่ด้วยกันเพื่อเรียนรู้งานด้วยกัน มองภาพได้รอบด้านมากขึ้น การทำงานก็จะเร็วขึ้น ซึ่งคาดว่าภายในปลายปีนี้แสนสิริจะมีการปรับโครงสร้างการทำงานแบบนี้ไปได้ประมาณ 70%

ทุกอย่างดีหมด แต่ไม่ปลอดภัยก็จบ

ต่อให้บ้านดีทุกอย่างแต่ถ้าไม่ปลอดภัยก็ไม่น่าอยู่ ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงกลางปีนี้ บริษัทจำเป็นต้องลงลึกในเรื่องการรักษาความปลอดภัยในหลายเรื่องเป็นเซอร์วิสหลังการขายเรื่องหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ 

เราเน้นในเรื่องซีเคียวลิตี้เยอะมากเพราะถือว่าเป็นพื้นฐานในเรื่องที่อยู่อาศัยโดยมี  Sansiri Security System เริ่มตั้งคุณภาพของยาม แล้วเอาเรื่องเทคโนมาช่วย เช่น มีกล้องวงจรปิด มี Face recognition โปรแกรมจดจำใบหน้า รวมทั้ง ระบบ Smart Access QR Code”

ทุกเรื่องดำเนินไปพร้อมๆ กัน  

“วิธีคิดเราได้เปลี่ยนไป วันนี้เราต้องคิดว่าไม่ได้ขายบ้านที่ขายเสร็จส่งต่อนิติบุคคลแล้วจบ แต่เรากำลังทำ Living Platform ขายโซลูชั่นในการอยู่อาศัย เป็นบริษัทไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัย หลายๆ เรื่องจึงยังต้องพัฒนาให้ลูกบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเอาเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือที่สำคัญ” 

อุทัยกล่าวทิ้งท้ายว่า ประสบการณ์ในการทำที่อยู่อาศัยมานานอาจจะใช้ได้เพียงส่วนหนึ่ง แต่เขาต้องเรียนรู้ที่จะ unlearn ลืมสิ่งในอดีตที่เคยทำ ไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ เพราะจะทำให้ไม่กล้าลองสิ่งใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการเป็นบริษัทผู้นำในอนาคตแน่นอน 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 

 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer