ทิศทางและกลยุทธ์ของ Unilever Global ด้าน Premium Skincare จะเป็นไปในแนวทางแบบไหน
- ความเชี่ยวชาญของ Unilever Global ในด้าน Premium Skincare: Portfolio ในด้านของ Premium Skincare ที่มีอยู่และแบรนด์ต่างๆ ที่ Unilever เพิ่งนำเข้ามา
- โอกาสของ Unilever ในการตีตลาดในประเทศไทย
- ยกตัวอย่าง K–BRIGHT
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดสกินแคร์ในเมืองไทย
- อัตราการเติบโตปัจจุบันของสกินแคร์นับเป็น 7% ซึ่งมีมูลค่าเป็น 76.4 พันล้านบาท ในขณะที่พรีเมียมสกินแคร์มีส่วนช่วยในการเติบโตสูงถึง 23.8% ในตลาดสกินแคร์ ซึ่งมีมูลค่าเป็น 18.2 พันล้านบาท
- ตลาดสกินแคร์ในไทยนับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยหลายปัจจัย เช่น ตลาดมีความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ โดยกลุ่มลูกค้าก็ต้องการมีผิวที่โกลว์สวย และสุขภาพดี
- ในปี 2017 อัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีที่คงที่ของสกินแคร์มีแนวโน้มว่านับเป็นมูลค่า 6% และสูงถึง 104.2 พันล้านบาทในปี 2022 โดยพรีเมียมสกินแคร์มีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นเร็วกว่า โดยอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีนับเป็น 7%
- บริษัทพรีเมียมสกินแคร์ท็อป 3 มีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดพรีเมียมสกินแคร์ มากกว่า 50%
- ช่องทางการจำหน่ายสกินแคร์: ร้านค้าต่างๆ เป็นจำนวน 76.8% และร้านค้าที่ไม่มีหน้าร้าน เป็นจำนวน 23.3% โดย eCommerce เป็นตัวแปรหลัก ขณะที่ความนิยมสำหรับการซื้อสินค้าขายตรง และการซื้อขายสินค้าผ่านทางทีวีลดลงอย่างต่อเนื่อง
- 71% ของผู้บริโภคที่กำลังมองหาสกินแคร์มักจะเสิร์ชหารีวิว ข้อมูลผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์
- ผู้บริโภคมักมีการพูดถึงสกินแคร์ต่างๆ บนช่องทางออนไลน์ โดย 50% ของผู้ใช้สกินแคร์ มีการพูดถึงประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์, 37% มีการพูดถึงส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ และ 13% มีการพูดถึงประเทศต้นกำเนิด
- เมื่อพูดถึงประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ 41% ของผู้บริโภคชาวไทยมีการพูดถึงผิวขาว และกระจ่างใส,
19% ของผู้บริโภคพูดถึงการชะลอวัย, 10% มีการพูดถึงความชุ่มชื้น, 10% มีการพูดถึงการป้องกันสิว และ 4% ของผู้บริโภคมีการพูดถึงผิวแพ้ง่าย - สำหรับต้นกำเนิดของผลิตภัณฑ์ ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ที่มาจากประเทศเกาหลี ด้วยรูปแบบผลิตภัณฑ์ แพ็กเกจที่มีความอินเทรนด์ รวมถึงคุ้มค่า มากกว่าผลิตภัณฑ์จากยุโรป
- K–BRIGHT เป็นแบรนด์จากเกาหลี มาตอบโจทย์ในเรื่องความต้องการของผู้บริโภค ช่วยในเรื่องของความกระจ่างใส อย่างผลิตภัณฑ์ซิกเนเจอร์ Booster Pearl
การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ
- การร่วมมือกับ Sephora: บิวตี้รีเทลแถวหน้าของโลก
- การร่วมมือกับ Sephora: ช่วยตอกย้ำคุณภาพชั้นเยี่ยมของ K–BRIGHT
- การร่วมมือกับ SCB: โปรโมชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับผู้ถือบัตรเครดิต SCB

เหตุผลของการจัดตั้ง K-BRIGHT Pop-up Store และความคาดหวัง
- สร้างประสบการณ์ออนไลน์ไปยังออฟไลน์ และออฟไลน์ไปยังออนไลน์ ในฐานะแบรนด์ที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับ Digital Engagement ของผู้บริโภค และคาดหวังให้: ผู้บริโภคได้มีโอกาสทดลองผลิตภัณฑ์ของ K–BRIGHT อย่าง Booster Pearl ซึ่งเป็น Hero Product และสกินแคร์ในรูปแบบใหม่
-
- สัมผัสประสบการณ์ interactive studio รวมถึงแสงสีต่างๆ ใน pop–up store ที่เปรียบเหมือนจุดถ่ายภาพต่างๆ ในการสร้างคอนเทนต์ของผู้บริโภคเอง
-
- มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้บริโภค: มีการเก็บข้อมูล (ผู้บริโภคให้ข้อมูล เช่น อีเมล เพื่อส่งวิดีโอใน Pop–up Store) เพื่อการรับข้อมูลข่าวสารของแบรนด์ในอนาคต
- สร้างแบรนด์ และเพิ่มความตระหนักรู้สำหรับ K–BRIGHT: พร้อมพงษ์เป็นทำเลที่มีศักยภาพ เป็นที่รู้จักว่าเป็นย่าน High–end รวมถึงเป็นจุดมีผู้บริโภคอย่างพนักงานบริษัท และนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านเป็นจำนวนมาก
- เป็นจุดในการสร้างคอนเทนต์ในกับ Influencer ไม่ว่าเป็นการอัดคลิป Vlogs ให้เห็นถึงการมา Pop–up Store พร้อมแสดงให้เห็นถึงการสัมผัสประสบการณ์ร่วม K–BRIGHT
- ในระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 9 กันยายน 2018 คาดหวังว่าจะมีผู้เข้าชมป็อปอัพสโตร์มากกว่า 10,000 คน
- ร้าน Sephora มี 7 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่ สยาม เซ็นเตอร์, เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล เอ็มบาสซี, เอ็มควอเทียร์, สเปล, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และเมกาบางนา โดยเซโฟร่าเพิ่งตัวสาขาที่ 8 ไปเมื่อวันเสาร์ที่ 18 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ที่ Sephora Online
ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer
