รัฐเดินหน้าจัดตั้ง ’กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย’ ขับเคลื่อนการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งของประเทศ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เป็นหัวใจสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิตด้านการเดินทาง ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันให้แก่ประเทศไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน

รัฐบาลจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการลงทุน ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรและเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง ด้วยการเชื่อมต่อโครงข่ายการคมนาคมขนส่งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด รวมถึงเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมตามแผนยุทธศาสตร์นั้น ไม่สามารถพึ่งพางบประมาณประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด ส่วนการกู้ยืมเงินมาลงทุนก็มีข้อจำกัดด้านเพดานหนี้สาธารณะที่อาจสูงเกินกว่า 60% ของจีดีพี ที่เป็นระดับความยั่งยืนทางการคลัง

ล่าสุด รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจึงได้จัดตั้ง “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย” หรือ “Thailand Future Fund” เพื่อสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของรัฐ เพิ่มขีดความสามารถเชิงการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และเป็นการลดภาระทางการคลัง รวมถึงเป็นช่องทางให้ผู้มีเงินออมและนักลงทุนสามารถลงทุนในทรัพย์สินของรัฐที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต

Thailand Future Fund จะเข้าลงทุนในรายได้ที่เกิดจากทางพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ “กทพ.” เพื่อให้ กทพ. นำเงินที่ได้จากการโอนสิทธิในรายได้ดังกล่าวไปใช้ก่อสร้างทางพิเศษเพิ่มเติมและแก้ไขปัญหาการจราจรโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินหรือเงินกู้ยืม โดยมีบริษัทจัดการคือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด  (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) มีที่ปรึกษาทางการเงิน ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน)

ด้วยวิธีการจัดตั้ง Thailand Future Fund จะทำให้รัฐบาลสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในประเทศไทยตามแผนยุทธศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพราะกองทุนดังกล่าวมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย และยังสามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐได้ทุกประเภท อาทิ ระบบขนส่งทางรางหรือทางท่อ ไฟฟ้า ประปา ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน โทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พลังงานทางเลือก เป็นต้น

รัฐบาลยังมีโครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอีกจำนวนมาก เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายให้มีความสมบูรณ์ ทั้งการลงทุนขยายโครงข่ายถนนและทางพิเศษ การลงทุนระบบราง เช่น รถไฟทางคู่ การขยายสนามบิน และการก่อสร้างท่าเรือ ซึ่งจะส่งผลดีในการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมและเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มศักยภาพให้แก่ประเทศไทยเป็นที่ดึงดูดต่างชาติเข้ามาลงทุนและขยายฐานการผลิต ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถก้าวเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างแท้จริง

โดยหนึ่งในโครงการลงทุนของรัฐบาลที่กำลังได้รับความสนใจในปัจจุบันคือ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (“EEC”) ซึ่งในอนาคตหากมีการลงทุนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกและขยายโครงข่ายคมนาคมเพิ่มขึ้น ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อปริมาณรถที่ใช้บริการทางพิเศษ เช่น ทางพิเศษบูรพาวิถี เพิ่มขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการลงทุนอื่นๆ ในพื้นที่ดังกล่าว เช่น โครงการขยายทางหลวงพิเศษจากกรุงเทพฯ ถึงระยอง โครงการรถไฟทางคู่เชื่อมต่อเพื่อแหล่งอุตสาหกรรมทั่วประเทศ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เป็นต้น ซึ่งในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาครัฐจำเป็นต้องใช้ช่องทางระดมทุนรูปแบบอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการกู้ยืมเงินหรือเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เพื่อหาแนวทางในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง  …

 

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือชี้ชวนได้ที่เว็บไซต์ https://market.sec.or.th/public/mrap/MRAPView.aspx?FTYPE=I&PID=0659&PYR=2559

 

หมายเหตุ: บทความนี้ห้ามเผยแพร่ในประเทศสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, และญี่ปุ่น


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer