4 สิ่งต้องรู้ ปั้นแพ็กเกจจิ้งอย่างไรให้ปังใน Online Grocery โดย Tetra Pak Index

ผลสำรวจตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ปีนี้ ปรากฏว่าการเติบโตยังคงลดลงเท่ากับปีที่แล้วราวๆ 2% นั่นหมายความว่า 2 ปีติดที่กำลังการซื้อของผู้บริโภคลดลง

ถึงแม้ตัวเลข GDP จะสูงขึ้น แต่กลับกระจายไปในภาคอุตสาหกรรมใหญ่เป็นส่วนมาก ขณะที่รายรับคนทั่วไปยังคงน่าเป็นห่วง ผู้คนจึงไม่กล้ากินกล้าใช้เต็มที่ ทำให้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ที่สำคัญยังฟันธงไม่ได้ว่าจะฟื้นเมื่อไร

นอกจากปัจจัยเศรษฐกิจแล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะในตลาด Online Grocery หรือ ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ ก็เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ไม่รู้ไม่ได้ เมื่อความต้องการของพวกเขาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

นอกจากตัวสินค้าที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการแล้ว ช่องทางการขายเกิดใหม่โดยเฉพาะออนไลน์ก็เป็นอีกเรื่องที่แบรนด์และนักการตลาด ต้องให้ความสำคัญ

คำถามคือ แบรนด์อาหารและเครื่องดื่มรวมถึงนักการตลาดวันนี้ต้องปรับตัวอย่างไร?

Marketeer เดินทางมาพูดคุยกับ รัตนศิริ ติลกสกุลชัย  ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทผู้นำธุรกิจด้านกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ท่ามกลางความท้าทายของตลาด FMCG เธอย้ำว่าการพัฒนาเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ที่ล้ำสมัย เอื้อต่อตลาดธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ Online Grocery จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยผ่านยุคแห่งความท้าทาย และสร้างการเติบโตแบบยั่งยืนได้

รัตนศิริ ติลกสกุลชัย  ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด

Online Grocery ทั่วโลกเติบโตก้าวกระโดด

ความเข้าใจข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค หรือ consumer insights เป็นอย่างแรกที่นักการตลาดจำเป็นต้องมี

“รายงานเต็ดตรา แพ้ค อินเด็กซ์ (Tetra Pak Index) 2018 ถูกจัดทำขึ้นเป็นฉบับที่ 11 แล้ว โดยปีนี้เราจับมือกับบริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล หรือ KWP ผู้นำระดับโลกด้านการวิจัยพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคเชิงลึก และสถาบันวิจัยและสำรวจนานาชาติอีกหลายแห่ง เพื่อทำความเข้าใจเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของตลาดในทุกภูมิภาค ในหัวข้อเรื่อง ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์หรือ Online Grocery เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่วงการอุตสาหกรรมและลูกค้า พร้อมเดินหน้าในฐานะพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจแห่งอนาคต

E Commerce หรือ ตลาดซื้อขายสินค้าออนไลน์ทำให้สินค้าบางกลุ่ม เช่น ตลาดแฟชั่น, Gadget, IT เติบโตรวดเร็วมาก แต่อีกกลุ่มที่น่าสนใจ แม้ว่ายังใหม่แต่มีศักยภาพสูงคือ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งหลายคนคิดว่าสินค้ากลุ่มนี้มีปัจจัยที่ท้าทายในเรื่องความสดใหม่ต้องเลือกด้วยตนเองมากกว่า ทำให้ Online Grocery ยังมีมูลค่าไม่มากนักหากเทียบกับกลุ่มอื่น”

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเล่าว่า เทรนด์การซื้อขายของกินของใช้ผ่านช่องทางออนไลน์ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากปี 2017 – 2022 อัตราการเติบโตจะสูงถึงราวๆ 17% ในขณะที่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ แม้จะยังกุมมูลค่าการซื้อขายหลักอยู่ แต่อัตราการเติบโตเฉลี่ยนั้นจะอยู่เพียง 2-5% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

คาด ปี2030 ประเทศไทยโต 5 เท่า

ประเด็นน่าสนใจ เธอเล่าว่าประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่คาดว่าจะเป็นตลาดที่ Online Grocery เติบโตสูง โดยภายในปี 2030 จะสูงอีกราวๆ 5 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2016

 “เพราะวันนี้ลูกค้าต้องการซื้อหาสินค้าเมื่อไหร่ ที่ไหน และอย่างไรก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการผ่านทางสมาร์ทโฟน ประเทศไทยนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ธุรกิจ Online Grocery เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ นับเป็นหนึ่งในตลาดแถวหน้า (Leap-frogging Pioneer) ในภูมิภาค มีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนของ Online Grocery ซึ่งมีอยู่เพียงราวๆ 1% ในปี 2016 จะเพิ่มเป็น 5.7% ของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมดในปี 2030”

สิ่งที่ผู้บริหารฟันธงคือ เทรนด์การซื้อของกินของใช้ผ่านออนไลน์ถึงจะมาช้า แต่มาแน่ และมาเยอะด้วย

“ถึงจะมีโอกาสสูง แต่ตลาดนี้ไม่ง่าย แบรนด์อาหารและเครื่องดื่มก็ต้องทำความเข้าใจ และคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความสะอาด ปลอดภัย ของอาหารและเครื่องดื่ม การบริหารจัดการโลจิสติกส์ และที่สำคัญคือ เรื่องของบรรจุภัณฑ์ ที่ช่วยสร้างคุณค่า หรือ Value added ให้มีความโดดเด่น ดึงดูดความสนใจ ใช้งานง่ายยิ่งขึ้น”

“เรามั่นใจว่าลูกค้าในวงการอาหารและเครื่องดื่มของเราเองก็มีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกเยอะกับช่องทางออนไลน์ ซึ่งความรู้จากรายงาน Tetra Pak Index ก็เป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยให้ลูกค้ารู้ว่า การที่จะเข้ามาเติบโตในตลาดนี้ Online Grocery ต้องรู้อะไรบ้าง”

ผู้บริหารสรุป 4 ปัจจัยที่นักการตลาดต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กับช่องทางออนไลน์ ประกอบด้วย

1 ความสะดวกสบาย: ปัจจัยอันดับ 1 ที่ทำให้ลูกค้าออนไลน์พึงพอใจ เป็นที่รู้กันว่าผู้บริโภคยุคนี้มองหาวิธีการที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น โอกาสทางธุรกิจจึงมาพร้อมกับแบรนด์ที่ใส่ใจเรื่องนี้ ไม่เพียงแค่ตัวอาหารและเครื่องดื่ม แต่รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ใช้งานง่าย สะดวกต่อการบริโภค ขนส่ง และจัดเก็บ

2 การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน: ความตระหนักและการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ในการทำแพ็กเกจจิ้งจนถึงการนำไปรีไซเคิลได้กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสำคัญ และผู้บริโภคต้องการรู้ว่าแบรนด์ที่พวกเขาเลือกนั้นใส่ใจและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเพียงใด

3.การสร้างเอกลักษณ์:  การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะบุคคลเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคชื่นชอบ เมื่อพวกเขาซื้อของกินของใช้ผ่านทางออนไลน์โดยไม่ได้ลองสินค้า ณ เวลานั้น สิ่งแรกที่เตะตาคือ แพ็กเกจจิ้งที่สวยงาม โดดเด่น แตกต่างจากสินค้าอื่นที่มีดาษดื่นตามตลาด นอกเหนือจากความต้องการสินค้านั้นๆ แพ็กเกจจิ้งคืออีกสิ่งสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความอยากสั่งซื้อ และเมื่อได้รับของที่สั่งแล้ว ประสบการณ์การเปิดกล่อง (Unboxing Experience) ยังมีบทบาทในการสร้างความพึงพอใจและการสั่งซื้อในครั้งต่อไป

4. การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ: ไม่ว่าจะเป็นด้านโลจิสติกส์ การใช้ระบบติดตาม และการใช้รหัสให้ข้อมูลบนแพ็กเกจจิ้ง เมื่อการซื้อขายออนไลน์พัฒนาขึ้น ผู้บริโภคซื้อของในปริมาณที่น้อยลง แต่บ่อยขึ้น การจัดเก็บและขนส่งสินค้าจึงต้องมีความรวดเร็วและแม่นยำ การใช้เทคโนโลยี หุ่นยนต์ และการประมวลข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ จะเป็นจุดตัดที่สำคัญในการแข่งขัน

นอกจากนั้นเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ Smart Packaging ที่ใช้ระบบหรือรหัสในการสร้างสัมพันธ์กับผู้บริโภค เช่น RFID (Radio Frequency Identification) หรือ QR (Quick Response) codes ที่รหัสสามารถอ่านได้จากอุปกรณ์สแกนข้อมูล หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนง่ายๆ จะสร้างการเชื่อมต่อสู่คลังข้อมูลมหาศาล และเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจได้อย่างไร้ขีดจำกัด

 

ไม่ใช่แค่คู่ค้า แต่เป็น Partner ที่พร้อมโตไปด้วยกัน

Tetra Pak Index คืออีกหนึ่งรายงานที่ทันสมัย มีประโยชน์ นำไปปรับใช้งานได้จริง และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเต็ดตรา แพ้ค ที่พร้อมเดินหน้าเติบโตในอนาคตไปกับแบรนด์ต่างๆในฐานะคู่คิดและพาร์ทเนอร์ นอกเหนือไปจากการเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมการผลิตและบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม

“เราคือ ผู้ให้บริการด้านกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มแบบบูรณาการ หรือ End to End Solutions Provider จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากกว่า 60 ปี เราสามารถให้คำแนะนำได้ว่าผู้บริโภคต้องการอาหารและเครื่องดื่มแบบไหน ผลิตภัณฑ์แบบใดที่ตอบโจทย์ความต้องการปัจจุบันและอนาคต

ซึ่งถ้าลูกค้าต้องการไอเดียพัฒนาสินค้าใหม่ เต็ดตรา แพ้ค  สามารถช่วยลูกค้าได้ตั้งแต่ไอเดียตั้งต้น การพัฒนาและทดลองสูตรใหม่ๆ นำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ การให้ความรู้เรื่องการตลาด แม้กระทั่งช่วยเจาะกลุ่มตลาดใหม่ๆให้กับลูกค้าตามความต้องการและความเหมาะสม เราปรับบริการของเราให้พวกเขาแบบเจาะจง”

 

“เรามี Customer Innovation Center and Product Development Center ประจำภูมิภาคอยู่ที่สิงคโปร์ ซึ่ง เราสามารถพาลูกค้าไปร่วมเรียนรู้ และทดลองสูตรอาหาร เครื่องดื่ม และบรรุภัณฑ์ใหม่ๆ ไม่ว่าลูกค้าอยากได้กลิ่นหรือ ส่วนผสมแบบใด ผู้เชี่ยวชาญของเราก็ช่วยแนะนำและพัฒนาสูตรร่วมกันได้  รวมถึงสามารถลองผลิตสินค้ากลุ่มทดลองตลาดขึ้นมาจำนวนหนึ่งที่  Pilot plan ก่อนเพื่อดูว่าสูตรนี้มีตรงกับความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภครึเปล่า ได้รสชาติได้สารอาหารอย่างที่พวกเขาต้องการหรือไม่ ที่สำคัญ เราควรทำการตลาดแบบใดเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์”

คุณรัตนศิริยังได้เน้นย้ำ ว่าแบรนด์ต่างๆต้องทำความเข้าใจการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Online Grocery ที่จะสามารถนำไปสู่การผลิต หรือเลือกใช้แพ็กเกจจิ้งที่เหมาะสม รวมถึงการนำ Smart Packaging เข้ามาปรับใช้ในสินค้าแต่ละประเภท เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น

รวมทั้งยังสามารถสื่อสารกับผู้บริโภคในเรื่องต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็น การแบ่งปันข้อมูลของวัตถุดิบหรือการผลิต ข้อมูลความรู้ทางโภชนาการ กิจกรรมการส่งเสริมการขาย หรือข้อมูลพื้นฐานทางด้านสิ่งแวดล้อม ข้อมูลเหล่านี้สามารถสร้างความผูกพันระหว่างผู้บริโภคและแบรนด์ได้ และสามารถนำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืนอีกด้วย

ซึ่งหากใครสนใจ สามารถอ่านเพิ่มเติมและดาวน์โหลดรายงาน Tetra Pak Index เพิ่มเติมได้ที่ http://www.tetrapak.com/th/about/cases-articles/index2018-online-grocery

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer