“มาลีกรุ๊ป” รุกซื้อโรงงานในเวียดนาม ตั้งป้อมบุกตลาดแมส

มาลีกรุ๊ปขยายฐานส่งออกต่อเนื่อง ทุ่ม 330 ล้าน ซื้อกิจการในเวียมนาม ตั้งเป้าบุกตลาดแมส คาดเพิ่มสัดส่วนส่งออกจาก 40% เป็น 60% ภายในปี 2020

โอภาส โลพันธ์ศรี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศ บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้มีการเข้าไปร่วมทุนในต่างประเทศ เพื่อขยายสัดส่วนรายได้ของการส่งออก และรุกตลาดประเทศเกิดใหม่ในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2015 ได้เข้าไปจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในประเทศฟิลิปปินส์กับบริษัท มอนเด นิชชิน คอร์ปอเรชั่น และปี 2017 ในประเทศอินโดนีเซียกับบริษัท พีที คีโน่ อินโดนีเซีย ล่าสุดได้ทุ่มเม็ด 330 ล้านบาท เข้าซื้อหุ้น 65% บริษัทร่วมทุน ลอง ควน เซฟ ฟู้ด จำกัด ซึ่งถือเป็นการซื้อกิจการครั้งแรกในต่างประเทศของมาลี กรุ๊ป

เหตุผลที่เลือกซื้อกิจการของลองควนเซฟฟู้ดเนื่องจากมองว่าเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงติด 1 ใน 7 บริษัทหลักของเวียดนาม โดย ลอง ควน เซฟ ฟู้ด มีรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5-6% เมื่อเทียบกับรายได้ของมาลี มีกำลังการผลิตกว่า 300 ล้านลิตรต่อปี สามารถ สามารถผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มได้หลากหลายชนิดและรูปแบบทั้งผลิตภัณฑ์น้ำดื่ม เครื่องดื่มอัดแก๊ส ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเจลลี่ในรูปแบบกระป๋อง ขวดพลาสติก ถ้วยพลาสติกและขวดแก้ว ซึ่งจะทำให้มาลีกรุ๊ปมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 630 ล้านลิตรต่อปี

สินค้าทั้งหมดของ ลอง ควน เซฟ ฟู้ด

รวมถึงมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมเป็นกำลังหลักในการส่งออกไปยังเวียดนามไทยฟิลิปปินส์อินโดนีเซียอีกทั้งยังจะมีการได้เปรียบในเรื่องของราคาโดยตลาดเวียดนาม 70% เป็นตลาดแมส ซึ่งเป็นตลาดที่มาลีกรุ๊ปไม่ค่อยมีสินค้ามากนัก และกำลังวางแผนที่ต้องการจะบุกอยู่

การเข้าซื้อลอง ควน เซฟ ฟู้ด จะทำให้มาลี กรุ๊ป สามารถนำสินค้าแมสเข้ามาบุกเมืองไทย ซึ่งวันนี้มีสัดส่วนประมาณ 35% ของตลาดรวม แต่เดิมมาลีไม่ได้ผลิตสินค้าที่อยู่ในระดับราคา 5-10 บาทมากนัก เพราะไม่คุ้มกับการผลิต โดยคาดว่าจากหลังจากที่จบดีลการซื้อภายในเดือนมิถุนายน ในไตรมาส 3 ก็น่าจะเห็นสินค้าที่นำเข้ามา

ปัจจุบันมาลีกรุ๊ปมีสัดส่วนการส่งออกประมาณ 40% จากรายได้รวมประมาณ 6,500 ล้านบาท โดยวางจำหน่ายใน 30 ประเทศทั่วโลก ใน 3 รูปแบบคือ 1.ส่งออกไปยังดิสทริบิวเตอร์ 2.ส่งออกไปยังดิสทริบิวเตอร์และซัพพอร์ตด้านการตลาดด้วยในปะเทศหลักๆ เช่น กัมพูชา พม่า ลาว จีน เป็นต้น และ 3.การเข้าไปตั้งบริษัทร่วมทุน

โอภาส โลพันธ์ศรี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศ บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

โอภาสกล่าวต่อว่าการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จะทำให้การส่งออกของปีนี้เติบโตไม่น้อยกว่า 30% จากปีก่อนๆที่โตราว 10-20%. เท่านั้น โดยคาดว่าปี 2018 จะมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเพิ่มเป็น 45-45% และเพิ่มเป็น 60% ภายในปี 2020

สำหรับตลาดในเมืองไทยนั้นมาลีกรุ๊ปกำลังปรับภาพไม่ให้อยู่แต่ในตลาดน้ำผลไม้เพียงอย่างเดียวโดยกำลังมองตลาดที่มีศักยภาพอื่นๆโดยในปี 2016 – 2018 เป็นช่วงสำหรับการปรับหลังบ้านทั้งหมด โดยได้วางงบลงทุนไว้ 1,500 ล้านบาท และในช่วง 3 ปีต่อจากนี้จะเป็นช่วงสำหรับเก็บเกี่ยวผลที่เกิดขึ้น โดยคาดว่าภายในปีหน้ารายได้จะแตะหมื่นล้านบาท ช้ากว่าที่วางแผนไว้ 1 ปี เนื่องจากแผนการปรับหลังบ้านบางอย่างล่าช้ากว่าที่คิด

ทั้งนี้ตลาดเครื่องดื่มในปีที่ผ่านมายกเว้นน้ำดื่มต่างอยู่ในภาวะติดลบกันถ้วนหน้าโดยตลาดน้ำผลไม้ในปีติดลบ 8% หรือคิดเป็นมูลค่า 12,500 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่า 14,000 ล้านบาท โดยกลุ่มพรีเมี่ยมติดลบ 7% มาลีมีส่วนแบ่งในตลาดนี้อยู่ที่ 20% คาดว่าปีนี้ตลาดรวมจะกลับมาเติบโต จากแนวโน้มต่างๆที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer