Disruption ต้องปรับตัวและรู้เท่าทัน ก่อนถูกทำลายล้าง

ทุกวันนี้หลายคนกลัวคำว่า Disruption (การทำลายล้าง) ของเทคโนโลยีต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวเอง หลายคนเริ่มประสาทหลอนจากความกลัวเทคโนโลยีจะส่งผลร้ายต่อตนเอง เช่น ตกงานเพราะเทคโนโลยีทำได้ดีกว่า หรือธุรกิจของตนเองจะไปไม่รอด

ในความเป็นจริง โลกเปลี่ยนแปลงเสมอ ด้วยเทคโนโลยี

ผมยังจำได้ดีว่าสมัยผมเริ่มเรียนความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว สมัยที่เครื่องคอมพิวเตอร์ยังมีขนาดใหญ่และต้องเรียนภาษาคอมพิวเตอร์เพื่อสื่อสารทำงานกับเครื่อง อาจารย์ท่านหนึ่งที่ UCLA (University of California at Los Angeles) บอกว่าคอมพิวเตอร์จะสามารถทำงานหลายอย่างแทนคนได้ ในสมัยนั้นผมก็ยังงงๆ เชื่อแบบพยักหน้าไปอย่างนั้น

สมัยที่เริ่มเรียนรู้เรื่องอินเทอร์เน็ตใหม่ๆ เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว อาจารย์ท่านหนึ่งก็บอกว่า การทำงานจะมีอิสระมากขึ้น ทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องวันจันทร์ถึงวันศุกร์ 08.00-17.00 น. ผมก็พยักหน้าแบบดีใจ เพราะเบื่อเหลือเกินที่ต้องมาทำงานแต่เช้าและถูกบังคับด้วยเวลา

เป็นอย่างไรครับ ทุกอย่างที่เราเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง เป็นจริงทั้งหมด

ปัจจุบันกระแสการเปลี่ยนแปลงเป็นไปแบบรวดเร็ว เทคโนโลยีที่น่ากลัว (สำหรับคนที่ไม่ยอมปรับตัว) และเป็นเครื่องจักรสังหารความล้าสมัยอย่างรวดเร็วที่ท่านต้องทำความรู้จัก เช่น

Big Data–การมีข้อมูลมากมายที่สามารถนำมาวิเคราะห์และใช้งานได้อย่างแม่นยำรวดเร็ว ท่านสามารถรู้ได้ว่าลูกค้าเป้าหมายที่ท่านติดตามนั้นต้องการสินค้าของท่านเมื่อไร อย่างไร เป็นต้น

Internet of Thing (IoT) อินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงให้อุปกรณ์ต่างๆ ทำงานได้ ปัจจุบันมีอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งที่ใช้ในครัวเรือนและอุตสาหกรรมต่างๆ ต่อเชื่อมกับอินเทอร์เน็ตเป็นหมื่นๆ อย่างและเพิ่มขึ้นทุกวัน บ้านสมัยใหม่สามารถสั่งงานให้ปิดเปิดไฟผ่านอินเทอร์เน็ต ผ่านโทรศัพท์มือถือ ตู้เย็นสามารถบอกท่านได้ว่าอาหารอะไรในตู้ที่หมดแล้วต้องซื้อใหม่ และทำการสั่งซื้อให้ด้วย หรืออาหารอะไรที่เริ่มจะทิ้งได้แล้ว

Artificial intelligence (AI) การมีข้อมูลมากๆ และเชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เน็ต ทำให้สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เช่น หุ่นยนต์ สามารถทำงานแทนคนได้และทำได้ดีกว่า ถูกต้องแม่นยำกว่าเสียด้วย ท่านไม่ต้องนึกภาพไปถึงหุ่นยนต์รับใช้ หรือทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม แบบที่เห็นในข่าวหรือภาพยนตร์ การโอนเงินหรือทำธุรกรรมทางการเงินท่านสามารถทำผ่าน Application ต่างๆ ของธนาคารได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว จนท่านไปธนาคารน้อยลงทุกที และพนักงานธนาคารก็จะตกงานมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เขาพูดว่าโดน disruption ไง

Augmented Reality โลกเสมือนจริง เทคโนโลยีทำให้สิ่งต่างๆ สามารถประสานโลกแห่งความจริง โลกแห่งจินตนาการ และโลกแห่งเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ท่านสามารถสแกนหน้าท่านเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วใช้เทคโนโลยี Virtual Reality ลองใส่ทรงผมแบบต่างๆ  การแต่งคิ้ว แต่งหน้าแบบต่างๆ หรือแม้แต่การจะดูหน้าตนเองก่อนเปลี่ยนแปลงใบหน้าด้วยศัลยกรรม ทำให้ท่านได้เห็น ได้พิจารณาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจทำแบบนั้นจริงๆ

The Cloud แหล่งเก็บข้อมูลที่มากมายผ่านอินเทอร์เน็ต ท่านสามารถทำงานที่ไหน เวลาไหนก็ได้หากท่านมีข้อมูลที่ต้องการใช้เก็บไว้บน Cloud แล้วท่านสามารถต่ออินเทอร์เน็ตได้ การทำงานสะดวกจริงๆ ในโลกปัจจุบัน เหมือนมีทุกอย่างฝากไว้บนก้อนเมฆบนฟ้าที่เมื่อใดที่ต้องการใช้ก็ใช้เจ้าอินเทอร์เน็ตดึงลงมาใช้งานเท่านั้น เรากลายเป็นเทวดาเดินดินที่มีตัวตนจริงๆ ก็เพราะเจ้า Cloud นี่แหละ

แค่นี้ก็ทำให้หลายท่านออกอาการส่ายหน้า ทำท่าจะไปไม่รอด ในยุคแห่งเทคโนโลยี

มันหนีความจริงไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นต้องปรับตัวตามให้ทัน

บริษัทขนาดเล็ก องค์กรขนาดเล็กจะได้เปรียบในการปรับตัว เพราะจะมีความคล่องตัวมากกว่า ทำอะไรได้มากกว่าและลงทุนน้อยกว่า ที่สำคัญคือไม่ต้องปรับคนจำนวนมากให้เปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยี

โดยธรรมชาติของมนุษย์ ถ้าเรารู้อะไรก่อน เตรียมตัวพร้อม เราก็ปฏิเสธความกลัวได้

ผมจะขออนุญาตบอกคาถาแก้ความกลัว Disruption เพื่อเตรียมความพร้อมให้ท่านดังนี้ครับ

– ท่านต้องตระหนักและยอมรับความเปลี่ยนแปลง มันเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น แม้การเปลี่ยนแปลงยังไม่เกิดในธุรกิจของท่านในปัจจุบัน แต่ท่านได้รับผลกระทบแน่นอนไม่มากก็น้อย สมมุติว่า ท่านมีร้านขายอาหารอยู่ใกล้ธนาคาร เมื่อลูกค้าเริ่มมาธนาคารน้อยลงเพราะทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือ แน่นอน ท่านก็ขายอาหารได้น้อยลง และสุดท้ายธนาคารสาขานั้นก็จะมีพนักงานน้อยลงเรื่อยๆ จนปิดไปในที่สุด

– ท่านต้องมีความคิดบวกว่าการเปลี่ยนแปลงก่อให้เกิดโอกาสมากกว่าเป็น
อุปสรรคหรือภัยคุกคาม เมื่อท่านไม่กังวลเกินเหตุสมองของท่านก็ว่างพอที่จะใช้การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสร้างโอกาส อย่างในกรณีร้านขายอาหารข้างธนาคารที่กล่าวไป ถ้าท่านรู้จักขายอาหารผ่าน Application ต่างๆ และส่งอาหารให้ลูกค้าผ่านบริการจัดส่ง เรียกว่าท่านปรับตัวเป็นและรู้จักใช้โอกาสที่มากับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

– ท่านต้องศึกษาเทคโนโลยีที่คิดว่าเหมาะสมกับท่าน ไม่ยากเกินไป ไม่ลงทุนมากไป ท่านไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยี หรือก้าวทันเทคโนโลยี ขอเพียงแต่ไม่ล้าหลัง หรือไม่พยายามตามเทคโนโลยี อย่างในปัจจุบันหากท่านขายสินค้าหรืออาหารให้ลูกค้าวัยรุ่นถึงวัยกลางคน แล้วไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี QR Code แบบนี้ก็คงเหนื่อยครับ

– ท่านต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ผมถึงบอกว่าธุรกิจขนาดเล็กที่ใช้คนไม่มาก มีความคล่องตัวกว่าในการรับมือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและลงทุนน้อยกว่า ที่สำคัญคือผู้นำต้องพร้อม

การทำธุรกิจในปัจจุบันจะคิดแค่ทำในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง ตลาดใดตลาดหนึ่งไม่ได้ เทคโนโลยี ทำให้ตลาดเปิดแบบทั่วโลก การแข่งขันเปิดกว้าง ทั้งลูกค้าและคู่แข่งมาพร้อมกันกับกระแสของเทคโนโลยี

อย่างที่ฝรั่งเขาพูดว่า ไม่ใช่ Market Place แต่เป็น Market Space

เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและอีกหลายอย่างที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้มันทำให้ตลาดเชื่อมโยงกันเปิดกว้างทั้งออนไลน์และออฟไลน์

พฤติกรรมของลูกค้าก็เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี ทั้งความคิด การบริโภค การซื้อ การเลือก การตัดสินใจ เรียกว่าเปลี่ยนไปหมด มากน้อย ช้าเร็ว ขึ้นอยู่กับสภาพตัวบุคคลนั้นๆ

สิ่งเดียวที่ผมคิดว่าความเป็นคนที่เทคโนโลยียังไม่สามารถทำแทนได้ดีเท่ามนุษย์คือความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมของคน ทั้งในประเทศตนเองและต่างประเทศ

ตลาดไร้พรมแดนก็จริงครับ แต่ไม่ใช่ไร้การกีดกันทางวัฒนธรรม

เราย่อมอยากค้าขายกับคนที่เข้าใจวัฒนธรรมของเรามากกว่าคนที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเรื่องที่เรารับได้ และเรื่องอะไรที่เรารับไม่ได้

ภาษาจะไม่เป็นอุปสรรคในการติดต่อสื่อสาร เพราะเทคโนโลยีจะช่วยทำหน้าที่นี้ได้ แต่วัฒนธรรม ความเข้าใจความเป็นคน ผมเชื่อว่าเทคโนโลยียังพัฒนาไปไม่ได้ไกล และคงไม่สามารถสู้ความเป็นคนได้

เว้นแต่ว่าคนเราจะกลายพันธุ์ไปเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเองครับ

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer