ความแตกต่างระหว่าง youtuber หรือ blogger ในไทยและต่างประเทศไม่ได้มีแค่ในเรื่องของภาษาแต่ยังรวมไปถึงการรวมตัวที่เหล่า Content Creator ในต่างประเทศจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน

นอกจากจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันแล้ว การรวมตัวยังทำให้ภาพของ Content Creator มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น จนในบางประเทศหากกรอกคำว่า content creator ลงไปที่ช่องของอาชีพในแบบฟอร์มต่างๆ ก็จะสามารถยื่นกู้หรือได้รับสิทธิทางกฎหมายไม่ต่างจากอาชีพที่คนในสังคมคุ้นชิน

และการอยากจะให้อาชีพ Content Creator มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้นในไทยนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ RainMaker ที่หากดูผ่านๆ คุณอาจคิดว่านี่เป็นเพียงแค่เพจที่ทำคอนเทนต์มาเพื่อให้คนทำคอนเทนต์ได้อ่าน

แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่แค่นั้น เพราะอีกหนึ่งเหตุผลหลักที่ทำให้ เอ็ม-ขจร เจียรนัยพานิชย์ ตัดสินใจทำ RainMaker ขึ้นมา ก็เพราะหวังว่าวันหนึ่งอาชีพการเป็น Content Creator ที่เขาทำมาเป็น 10 ปี ตั้งแต่สมัยที่คนไทยยังนิยมเล่น Blog จะกลายเป็นอาชีพที่สามารถยื่นกู้เงินจากธนาคาร หรือได้รับการรับรองต่างๆ ไม่ต่างจากอาชีพเดิมที่มีอยู่ในสังคม

เมื่อ Content Creator กลายเป็นอาชีพในฝันของเด็กรุ่นใหม่

แม้ Content Creator จะเป็นอาชีพที่เด็กจบใหม่หลายๆ คนฝันอยากจะเป็นกัน แต่กลับไม่มีใครลุกขึ้นมาสอนการเป็น Content Creator อย่างเป็นจริงเป็นจัง จะมีก็แต่สอนทำภาพ สอนทำวิดีโอที่เราเคยเห็นกันทั่วไป

เอ็มจึงอยากจะนำประสบการณ์ในการทำอาชีพ Content Creator มานานกว่า 10 ปีของเขามาถ่ายทอดแก่คนรุ่นใหม่ ทั้งในแง่ของการสร้างสรรค์คอนเทนต์-เทรนด์ต่างๆ-ไปจนถึงความรู้บนแพลตฟอร์มออนไลน์

เมื่อผู้คนเริ่มรู้จัก RainMaker มากขึ้นเอ็มจึงต่อยอดด้วยการสร้าง Group ที่ใช้ชื่อว่า Thai
content creator  ขึ้นมา เป็นเหมือน Community ที่รวบรวมเหล่า Content Creator เอาไว้ จนมันกลายเป็น Hub ที่ต่างคนต่างมาแนะนำตัว และแชร์ความรู้ที่เกี่ยวกับการทำคอนเทนต์ต่อกันและกัน

ซึ่งการเป็น Hub นี้ เป็นอีกจุดเริ่มต้นที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นสมาพันธ์ และการเป็นสมาพันธ์ก็จะนำไปสู่การมีอำนาจต่อรองต่างๆ ที่จะมีโอกาสทำให้ Content Creator กลายเป็นอาชีพหลักของใครหลายๆ คนได้

ยังไม่หารายได้จากการรับโฆษณา

แม้จะมีลูกค้าติดต่อเข้ามามากมายแต่ RainMaker ยังไม่มีแนวคิดที่จะรับโฆษณา ด้วยเหตุผลที่เอ็มบอกกับเราว่า

“RainMaker ไม่ใช่แค่เพจ แต่เราคือ Community ที่หากวันหนึ่งมีโฆษณาเข้ามามันก็อาจจะแปลกๆ ไปหน่อย

โอเค ถ้าเป็นพวกโฆษณาน้ำดื่มหรือสินค้าอุปโภคบริโภคคงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าสมมุติมันเป็นโฆษณาที่เกี่ยวกับแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เช่น สมมุติวันหนึ่งเรารับโฆษณาจาก youtube มา แล้วเราเขียนอวยให้ แล้วถ้ามันมีแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ดีกว่า แต่เป็นคู่แข่งของ youtube แล้วเราต้องทำยังไง ต้องแกล้งโกหกลูกเพจเหรอว่า youtube ดีกว่า

การรับโฆษณาในรูปแบบนี้มันมีโอกาสที่จะเกิด Conflict of  Interest สูงมาก ในช่วงปีแรกๆ ที่เปิดก็เลยตัดสินใจยังไม่หารายได้จากโฆษณาดีกว่า

ซึ่งก็ยอมรับว่าสิ่งที่ทำให้เพจของเราอยู่ได้นั่นก็เพราะ RainMaker เป็นอีกหนึ่ง Publisher ที่อยู่ภายใต้เครือ RDG หรือ Rabbit Digital Group

แต่ในอนาคตเราก็จะหารายได้ด้วยตัวเราเองจากการจัดสัมมนาต่างๆ ที่ให้เหล่า Content Creator ได้มาแลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน หรืออาจจะรับโฆษณาก็ได้นะ ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่มันต้องเป็นโฆษณาที่ไม่หลอกคนจนทำให้ Community ของเราไม่น่าอยู่อีกต่อไป”

ความยากของ RainMaker คือการเอาศาสตร์และศิลป์มารวมกันให้ได้

แม้จะเป็นเพียงเพจเล็กๆ ที่เพิ่งเกิดใหม่แต่ RainMaker กลับมีการทำ CI หรือ Corporate Identity ให้กับเพจของตัวเอง

การทำ CI ให้กับเพจนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจที่ทำให้เราเห็นว่าพวกเขาไม่ได้เพียงแค่นำข่าวสารหรือเทรนด์จากต่างประเทศมาแปลเป็นภาษาไทยแล้วให้คนอ่านเท่านั้น

แต่เป็นการทำงานที่ต้องนำเรื่องของศาสตร์และศิลป์มารวมกัน อย่างเช่นต้องวางฟอนต์ยังไงคนถึงจะจำได้ว่านี่คือคอนเทนต์ของ RainMaker, ทำคลิปวิดีโอแนวตั้งอย่างไรคนถึงจะหยุดดู

ดังนั้นแล้วกว่าจะกลายมาเป็น Content ที่ Publish ลงไปในเพจแต่ละชิ้นจึงเป็นอะไรที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เริ่มทำเพจตอนนี้ก็เกิดได้ ถ้าเข้าใจในแพลตฟอร์มที่ทำอยู่

หลายคนอยากเป็น Content Creator แต่หลายคนก็มักจะถูกกับดักความคิดที่ว่า “เริ่มทำเพจตอนนี้ไม่เกิดหรอก คู่แข่งมีเยอะแยะ แล้วอัลกอริทึ่มก็บีบรัดทุกวัน”

แต่เอ็มกลับคิดต่าง เขาคิดว่านี่คือยุคที่ดีที่สุดหากใครจะเริ่มเป็น Content Creator เพราะนี่คือช่วงที่หลายคนออกมาแชร์ศาสตร์การทำคอนเทนต์มากมาย

เพียงแต่ต้องหา Position ของตัวเองให้เจอ ทำคอนเทนต์ให้สม่ำเสมอเพื่อให้คนจดจำได้ และอีกอย่างที่หลายคนมักจะมองข้ามไปก็คือการต้องรู้จักแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เราทำงานอยู่ด้วย

“คนอ่านคอนเทนต์ของเราไม่ได้มีแค่มนุษย์ แต่ยังมีอัลกอริทึ่มของแพลตฟอร์มต่างๆ ดังนั้น เราต้องทำคอนเทนต์ให้ทั้งสองกลุ่มเข้าใจ

ผมยกตัวอย่างนะ ถ้าผมไปคุยกับเจ้าของนิตยสาร เขาจะรู้ดีว่ากระดาษแบบไหนเหมาะกับคนอ่าน กระดาษแบบไหนเหมาะกับเนื้อหาในหนังสือ หรือถ้าคุยกับคนทำทีวี เขาจะรู้ว่ารายการหรือละครของเขาทำงานอยู่บนสัญญาณแบบไหน ที่คลื่นความถี่เท่าไหร่

แต่คนทำออนไลน์ส่วนใหญ่กลับไม่เข้าใจ Google ไม่เข้าใจอัลกอริทึ่มของ Facebook ว่ามันทำงานยังไง มีวิธีในการเลือกคอนเทนต์ให้คนเห็นยังไง

ซึ่งมันก็ยาก เพราะต่อให้คุณจะทำคอนเทนต์ได้ดีขนาดไหน แต่ถ้าไม่มีคนเห็นก็เท่ากับว่าสิ่งที่ทำไปนั้นแทบจะสูญเปล่า”

อยากเป็น Content Creator ที่ดี ต้องเสพให้เยอะกว่าทำ

ด้วยความที่มีประสบการณ์ในการเป็น Content Creator มานานกว่า 10 ปี เขาจึงมักจะถูกคนถามว่า “ถ้าอยากจะเป็น Content Creator ที่ดีต้องทำยังไง?” และคำตอบที่เอ็มมักจะบอกกับคนถามกลับไปก็คือ

“อยากเป็น Content Creator ที่ดี ต้องเสพให้เยอะกว่าทำ มันก็เหมือนกับผู้กำกับที่กว่าจะมาทำหนังเรื่องหนึ่งได้เขาต้องดูหนังมากว่าร้อยเรื่องพันเรื่อง

ซึ่งวิธีการเสพคอนเทนต์ของผมคือการตื่นขึ้นมาแล้วเปิดแอป Feedly สไลด์ดู ว่าที่ต่างประเทศมีเทรนด์อะไร มีข่าวอะไรที่เราต้องรู้บ้าง ผมตั้งเป้าว่าวันหนึ่งต้องอ่านได้อย่างน้อย 50-60 ชิ้น

และนอกจากเสพคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับเราแล้ว ก็ยังต้องเสพคอนเทนต์ที่ไม่เกี่ยวกับเราด้วยเช่นกัน เพราะทุกอย่างมันสามารถดึงมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำคอนเทนต์ได้ทั้งหมด

เพราะมันคงจะเป็นเรื่องที่แปลกถ้าเราทำคอนเทนต์สอนคนอื่น แต่เรากลับรู้น้อยกว่าเขา