การมีร้านขนมหวานเป็นของตัวเองคือความฝันของเด็กผู้หญิงหลายคน แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับมีเด็กผู้หญิงเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำให้ความฝันนั้นกลายเป็นความจริง

และเป็นความจริงที่ประสบความสำเร็จได้

หนึ่งในนั้นคือ แพร – กันติชา สมศักดิ์ ที่แม้จะเรียนจบทางด้านนิติศาสตร์และไม่เคยทำงานประจำมาก่อน แต่เธอกลับเป็นเจ้าของธุรกิจร้านขนมหวานในเชียงใหม่ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 24 ซึ่งเป็นร้านที่มีคนเข้ามารอต่อแถวมากมาย

และเพียง 1 ปีหลังจากเปิดร้านก็ได้ขยายสาขาไปยังประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของน้ำแข็งไสอย่างไต้หวัน จนกระทั่งกลายมาเป็นสาขาใจกลางกรุงเทพฯ อย่าง Siam Square 1 ที่ผู้คนก็ต่างต้องรอคิวนานไม่แพ้กัน

‘ชีวิตชีวา’ คือร้านที่เรากำลังพูดถึง

ซึ่งนอกจากความหอมหวานของรสชาติ ยังมีส่วนผสมอะไรที่ทำให้ชีวิตชีวากลายมาเป็นธุรกิจที่เติบโตจนกลายเป็น 9 สาขาทั้งในและนอกประเทศภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี

ตามมาลิ้มลองรสชาติของความสำเร็จได้ จากบทสัมภาษณ์ระหว่าง Marketeer กับแพรที่ด้านล่างนี้กัน

ต้องเป็นร้านขนมในแบบที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน

อย่างที่เล่าไปตอนต้น ว่าแพรก็เหมือนกับเด็กผู้หญิงทั่วไปที่พอเรียนจบมาก็มีความฝันอยากจะเปิดคาเฟ่เล็กๆ เป็นของตัวเอง แต่ด้วยความที่เมื่อ 3 ปีก่อนร้านคาเฟ่นั้นมีเยอะเกลื่อนกลาดไม่ต่างจากในปัจจุบัน เธอจึงเกิดความคิดว่า “มันต้องเป็นคาเฟ่ที่แตกต่างในแบบที่เชียงใหม่ยังไม่เคยมีมาก่อน”

จากนั้นเธอก็ไม่ปล่อยให้ความอยากเป็นเพียงแค่ความคิดในหัว ตัดสินใจลงเรียนคอร์สเบเกอรี่พื้นฐานเพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับขนมเบื้องต้น จนเมื่อได้มีโอกาสไปเที่ยวเกาหลี ก็ได้พบกับน้ำแข็งไสในรูปแบบที่ยังไม่เคยมีในเชียงใหม่

นั่นคือการทำให้เป็นเกล็ดแบบนุ่มๆ แล้วตักผลไม้ราดลงไปข้างบนหรือที่คนเกาหลีเรียกกันว่าบิงซู แพรจึงคิดว่านี่แหละคือเมนูพระเอกที่จะทำให้ร้านของเธอไม่เหมือนใคร

จนเมื่อกลับมาบ้านที่เชียงใหม่ ก็ตัดสินใจเปิดร้านตามที่ฝันไว้ โดยมีบิงซูข้าวเหนียวมะม่วงที่ผสมความเป็นเกาหลีและไทยเป็นตัวชูโรงของร้าน เลือกโลเคชั่นแถวศิริมังคลาจารย์เพื่อหวังจับกลุ่มนักศึกษาที่เป็นเด็ก ม.เชียงใหม่

แต่ด้วยความอร่อย สุดท้ายกลุ่มลูกค้าก็ขยายไปเป็นกลุ่มครอบครัวและนักท่องเที่ยวอย่างไม่ได้ตั้งใจ จนเมื่อเปิดไปได้เพียงแค่ 3 เดือน ก็ขยายไปยังสาขาที่ 2, 3 และขยายทีมงาน จากเดิมที่ให้คนในครอบครัวมาช่วยดูร้าน ส่วนตัวแพรเองเป็นคนปั้นบิงซูอยู่ในครัว

จากเชียงใหม่ สู่เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องขนมหวานอย่างไทเป

หนึ่งในลูกค้าที่ติดใจรสชาติความหอมหวานของชีวิตชีวาคือคนไต้หวัน และไม่ใช่แค่ชอบกินเท่านั้น แต่ลูกค้าคนนั้นยังรักจนติดต่อขอนำไปเปิดที่ไทเปอีกด้วย

เปิดร้านมาได้เพียง 1 ปี ก็ได้ออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ มุมหนึ่งคือเรื่องน่าดีใจ แต่อีกมุมก็กลับเต็มไปด้วยความท้าทายเพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ขนมหวานจากต่างชาติจะเข้าไปตีตลาดในเมืองที่เต็มไปด้วยขนมร้านดังมากมายอย่างไทเปได้

แต่สุดท้ายแพรก็ทำได้ เพราะแม้ที่ไทเปจะมีร้านขนมเยอะ แต่แทบจะไม่มีร้านไหนที่นำเสนอความเป็นไทยได้โดดเด่นและลงตัวมากเท่าชีวิตชีวา

ถึงเวลาเข้ากรุงเทพฯ

ร้านอาหารจากเชียงใหม่หลายร้านเมื่อได้รับความนิยมก็มักจะนำเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อขยายฐานลูกค้า เช่นเดียวกับชีวิตชีวาที่หลังจากเปิดไปได้ 4 สาขา ก็ขยายมายังใจกลางเมืองย่าน Siam Square 1

ที่แม้ยอดขายจะดีมีลูกค้าเข้ามารอต่อคิวกันยาวเหยียด แต่นั่นก็ทำให้แพรต้องพบกับปัญหา ที่คนเมืองเหนืออย่างเธอไม่เคยคาดมาก่อนเลยว่าการทำธุรกิจที่กรุงเทพฯ ‘มันจะเต็มไปด้วยความท้าทายมากเพียงนี้’

“แพรเคยมากรุงเทพฯ ก็จริงแต่เป็นการมาเที่ยวแป๊บๆ ก็กลับ ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ไม่รู้จักอินไซต์ของคนมากเท่าไร คืออย่างคนเชียงใหม่เขาจะไม่ชอบอะไรที่ต้องรอคิวนานๆ ต่างจากคนกรุงเทพฯ ที่ชอบร้านที่ต้องต่อคิวเยอะๆ มันทำให้เขารู้สึกว่าร้านนี้จะต้องดัง ต้องอร่อย และต้องตามเทรนด์ให้ได้

การเข้ามาในกรุงเทพฯ แพรเจอปัญหาเยอะมาก ไม่ใช่เรื่องของยอดขาย แต่เป็นเรื่องของพนักงาน ที่พอทำไปได้ไม่เท่าไรเขาก็ลาออก แพรก็เลยต้องจองตั๋วเครื่องบินให้พนักงานเชียงใหม่ลงมาช่วยที่สาขากรุงเทพฯ

แก้ปัญหาพนักงานเสร็จก็ไม่ใช่ว่าจะจบ ยังเจอลูกค้าคอมเพลนที่ปล่อยให้เขารอนาน ซึ่งแพรรู้สึกเฟลมาก เหมือนเราตั้งใจทำแบบสุดๆ แต่สุดท้ายก็ยังโดนบ่น ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการขยายสาขาไปที่โครงการ The Circle ราชพฤกษ์ ซึ่งนอกจากจะได้พื้นที่รองรับลูกค้าเยอะขึ้น ยังได้ฐานลูกค้าที่เป็นกลุ่มครอบครัวเข้ามาด้วยเช่นกัน”

ยังเป็นคนตอบ Inbox ลูกค้าด้วยตัวเองอยู่

ด้วยความที่เรียนจบทางด้านนิติศาสตร์ ยังไม่เคยทำงานประจำมาก่อน นอกจากจะต้องดูแลธุรกิจที่บินไป-กลับ กรุงเทพ-เชียงใหม่ รวมถึงไต้หวันอยู่เสมอ แพรยังต้องคอยหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ มาใส่ในขนม รวมถึงส่วนผสมด้านธุรกิจที่มักจะแบ่งเวลาไปลงคอร์สอบรมสัมมนาอยู่ตลอดเวลา

ด้วยตารางเวลาที่แน่นขนาดนี้ แต่เธอก็ยังแบ่งเวลามาตอบ Inbox ลูกค้าตามช่องทางต่างๆ ของร้านอยู่เป็นประจำ แม้หลายคนอาจมองว่านี่คืองานที่สามารถให้ลูกน้องทำได้ แต่เธอกลับไม่คิดแบบนั้น และให้ความสำคัญในเรื่องการตอบ Inbox เป็นอย่างมาก ด้วยเหตุผลที่ว่า

“นอกจากเงิน ความสุขของแพรที่ได้ทำชีวิตชีวาก็คือการได้เห็นลูกค้าเช็กอิน ได้เห็นลูกค้าแท็กชวนเพื่อนมากินขนมที่ร้านของเรา ได้พูดคุยกับลูกค้าใน Inbox ว่าเขารู้สึกยังไง

ขณะเดียวกันถ้าเกิดปัญหาแพรว่าแพรรู้วิธีแก้ปัญหาดีที่สุด ซึ่งถ้าลูกค้ารู้ว่าเจ้าของร้านเป็นคนที่ลงมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เขาก็จะรู้สึกสบายใจมากกว่าด้วยเหมือนกัน”

มองตัวเองมากกว่าคู่แข่ง

ท่ามกลางตลาดร้านขนมหวานที่เต็มไปด้วยคู่แข่งทั้งจากแบรนด์ใหญ่และแบรนด์เล็ก เราถามแพรไปว่าแล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตชีวาโดดเด่นขึ้นมา จนสามารถเติบโตกลายเป็น 9 สาขา ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปี สิ่งที่แพรตอบกลับเรามาก็คือ

“คู่แข่งเยอะก็จริง แต่แพรเลือกที่จะสนใจตัวเองมากกว่า คือแพรว่าถ้าเรามัวแต่ไปมองคนอื่นสุดท้ายเราก็จะลืมมองตัวเอง การมองตัวเองของแพรอย่างแรกคือเรื่องของรสชาติที่มันต้องอร่อย ต้องไม่ทำให้ลูกค้าเสียเวลามาต่อคิวแล้วกลับบ้านไปพร้อมความผิดหวัง

อย่างที่สองคืองานบริการ และสุดท้ายที่แพรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ก็คือเรื่องของบรรยากาศที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกสบาย มาแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวาเหมือนกับชื่อร้านที่ตั้งไว้ แล้วก็อยากจะรักษามาตรฐานแบบนี้ไปเรื่อยๆ ให้ได้นานที่สุด”

อนาคตข้างหน้าคือเพิ่มเมนูใหม่ และขยายในรูปแบบแฟรนไชส์เพื่อเข้าถึงคนมากขึ้น

แพรมองว่าอีกกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่ได้นานแบบที่คนไม่เบื่อ ก็คือการเพิ่มขนมหวานเมนูใหม่เข้ามา ที่ความใหม่จะช่วยดึงดูดลูกค้าเก่าให้เข้ามาซื้อซ้ำอยู่เรื่อยๆ ได้

ทั้งยังจะเติบโตด้วยการขยายสาขาในรูปแบบของแฟรนไชส์ เพราะหากไปด้วยตัวเองแบบ 100% ก็ไม่อาจทำให้เธอคุมคุณภาพของทุกสาขาให้เป็นไปตามมาตรฐานได้

อีกทั้งการขยายแบบแฟรนไชส์ก็ทำให้คนที่เป็นแฟรนไชซีมีส่วนร่วมความเป็นเจ้าของ ซึ่งจะทำให้เขาเอาใจใส่กับสิ่งที่ทำอยู่มากกว่าเป็นแค่พนักงานทั่วไป

โดยตอนนี้สาขาที่เป็นแฟรนไชส์ก็มีอยู่ที่ไต้หวันและพิษณุโลก ที่อนาคตอีกไม่ไกลก็จะขยายไปตามหัวเมืองสำคัญๆ เพื่อทำให้ลูกค้าเข้าถึงได้มากขึ้น

หากสังเกตจากบทสัมภาษณ์ของความสำเร็จด้านบน เราแทบไม่ได้พูดถึงกลยุทธ์การทำโฆษณาจนทำให้ชีวิตชีวากลายเป็นที่นิยม

นั่นก็เป็นเพราะว่าแพรแทบจะไม่ได้ทำโฆษณา แต่เลือกที่จะโฟกัสไปยังคุณภาพของขนมมากกว่า ที่สุดท้ายแล้วคุณภาพนั้นก็กลับกลายมาเป็นโฆษณาแบบ Word Of Mouth หรือการบอกแบบปากต่อปาก ซึ่งเป็นการตลาดที่แข็งแรงยิ่งกว่า Paid Media เป็นไหนๆ

เช่นเดียวกัน สิ่งที่ทำให้เรารู้จักชีวิตชีวา ก็เพราะคำบอกเล่าของเพื่อนที่เคยไปเยือนเชียงใหม่ที่บอกว่า “เฮ้ย…ชีวิตชีวามาเปิดสาขาที่กรุงเทพฯ แล้วนะ ไปลองหรือยัง”

จากคำบอกเล่าก็กลายมาเป็นความสงสัยว่าแล้วการเปิดสาขาที่กรุงเทพฯ ของชีวิตชีวามันน่าตื่นเต้นอย่างไร

สุดท้ายก็ทำให้เราอยากจะไปทดลองด้วยตัวเอง-ตกเป็นทาสของบิงซูบัวลอย และกลายมาเป็น Word Of Mouth อีกทอดหนึ่ง

ที่เรากำลังเล่าให้คุณได้อ่านผ่านบทความนี้กันอยู่ยังไงล่ะ

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer