เมื่อพูดถึงธนาคาร ภาพความคิดหลายคนจะนึกถึง “การฝากเงิน การขอสินเชื่อ”
แต่อีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่จะทำให้ธนาคารไหน “ชนะใจ” ลูกค้า ก็คือการเป็นเพื่อนคู่คิดทางธุรกิจ ไม่ว่าโลกจะหมุนเปลี่ยนไปมากเพียงใดก็ตาม ธนาคารจำเป็นต้องอยู่เคียงข้างการลงทุนธุรกิจของลูกค้า
โดยหนึ่งในธนาคารที่ใส่ใจและวางตัวเองเป็น “เพื่อนคู่คิดมิตรคู่ใจ” ของลูกค้าอย่างสม่ำเสมอก็คือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือที่เราคุ้นชื่อกันดีก็คือ TMB
เหตุผลที่ TMB เลือกที่จะวางตัวเองในตำแหน่งนี้ เพราะหากลูกค้าเติบโตประสบความสำเร็จในธุรกิจไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม SME ขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก จนถึงองค์กรระดับ “มหาชน”
TMB เชื่อว่ากลุ่มลูกค้าเหล่านี้ก็จะเติบโตไปพร้อมๆ กับธนาคารนั่นเอง
ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมา TMB มีการจัดกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ข้อมูลในการทำธุรกิจทั้งในเชิงภาพรวมเศรษฐกิจระดับโลกและในประเทศ รวมไปถึงสารพัดเทคนิคองค์ความรู้ในการทำธุรกิจ

โดยล่าสุดได้จัดงานสัมมนา TMB The Economic Insight 2019 ‘เจาะลึกเศรษฐกิจไทยพร้อมตั้งรับ EEC ในยุคดิจิทัล’
เป้าหมายของงานสัมมนานี้เป็นการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจเชิงลึกของโลกรวมไปถึงในประเทศไทย ซึ่งมีผู้บรรยายระดับกูรูอย่าง “นริศ สถาผลเดชา” หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB เป็นผู้บรรยายที่มีข้อมูลหลากหลายเป็นประโยชน์แก่ลูกค้าธุรกิจ
เพราะในโลกของธุรกิจการมีข้อมูลมหาศาลอยู่ในมือ ย่อมเป็นข้อได้เปรียบที่จะทำให้บริษัทต่างๆ กำหนดทิศทางในการทำธุรกิจในแต่ละช่วงเวลา ว่าเวลาไหนควรจะใช้กลยุทธ์อะไรที่เหมาะสมกับในแต่ละสถานการณ์ พร้อมกับปรับตัวอย่างไรเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
โดย TMB ชี้ว่าระบบเศรษฐกิจโลกปี 2562 มีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งเกิดจาก 3 ปัจจัยสำคัญ
1. ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญของ OECD ที่ส่งสัญญาณภาคเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ใน Late Economic Cycle อธิบายก็คือ จะเริ่มเห็นการปรับตัวขึ้นของเงินเฟ้อที่เร็วกว่าในอดีต ที่สำคัญอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไม่สามารถขยายตัวได้เร็วขึ้นเหมือนในอดีต
2. ระดับราคาน้ำมัน และค่าดัชนี PMI ภาคการผลิตที่อยู่ในขาลงมาตั้งแต่ปี 2561 โดยราคาน้ำมันโลกลดลงถึง 35% จาก 83 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาสู่ 53.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อปลายปี 2561 ส่วนค่าดัชนี PMI ลดลงตลอดทั้งปี 2561 จาก 54.5 สู่ 51.5
3. สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลให้ค่าดัชนี PMI ภาคการผลิตของบริษัททุกขนาดติดลบ และการพยายามรัดเข็มขัดเพื่อปรับลดระดับหนี้ของประเทศลง จีนมีระดับหนี้ 267% ของจีดีพี โดยเป็นหนี้ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ถึง 162% ของจีดีพี รวมถึงมีหนี้นอกระบบที่ต้องจัดการ นอกจากนี้ สภาพตลาดหุ้นที่ราคาตกต่ำ ทำให้ระดับความมั่งคั่งของคนจีนเริ่มมีปัญหา
ส่วนสิ่งที่หลายคนอยากรู้และติดตามอย่างใกล้ชิด นั่นคือแล้วเศรษฐกิจไทยในปี 2562 มีแนวโน้มทิศทางที่ส่งสัญญาณ “บวก หรือ ลบ”
นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB วิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขไว้ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว
โดยเศรษฐกิจไทยในปี 2562 จะขยายตัวด้วยแรงผลักดันจากอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก โดยค่า GDP ในปีนี้อยู่ที่ 3.8% ลดลงจาก 4.0% ในปีก่อน

โดยปัจจัยที่จะสนับสนุนให้ GDP เติบโตในปีนี้ก็คือการส่งออก โดยคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวลดลง โดยปีนี้จะอยู่ที่ 4.3% จากที่ในปี 2561 GDP เติบโตอยู่ที่ 6.7%
เหตุผลมาจากในปี 2561 ที่ผ่านมา นอกจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกแล้วนั้น การที่ไทยถูกสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร GSP และผลกระทบจากสงครามการค้าของจีนกับสหรัฐอเมริกาที่ยืดเยื้อ
อย่างไรก็ตาม แม้จะได้ผลกระทบจากสหรัฐอเมริกาและจีน แต่การส่งออกของประเทศไทยในปีนี้ก็ยังมีตลาดรองรับที่เข้ามาทดแทน ก็คือกลุ่มประเทศ CMLV ที่น่าจะเติบโต 9.0%, อาเซียน เติบโต 6.5%, ญี่ปุ่น เติบโต 5.5% เป็นต้น
โดยสินค้าส่งออกที่โดดเด่น คือยานยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ, สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์, เครื่องจักร, สินค้าอาหาร และสินค้าจากการเกษตร เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังมีข้อได้เปรียบกับคู่แข่งในหลายๆ ประเทศ ด้วยอัตราค่าแรงที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำหากเทียบกับจีน, มาเลเซีย และสิงคโปร์ อีกทั้งประเทศไทยเองก็มีความสะดวกในการประกอบธุรกิจที่ค่อนข้างสูงหากเทียบกับอีกหลายๆ ประเทศ
ที่สำคัญ ยังถือเป็นโอกาสอันดีที่ผู้ประกอบการไทยจะปรับกลยุทธ์ เช่น มองหาตลาดส่งออกใหม่ๆ พัฒนาสินค้าให้มีนวัตกรรมสูงขึ้น สร้างความแตกต่างของสินค้า ค้นหาคู่ค้าร่วมกันผลิตสินค้า สุดท้ายคือการใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการยกเว้นภาษีของหน่วยงานภาครัฐ อาทิ BOI เป็นต้น
ส่วนภาคท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรายได้หลักสำคัญของประเทศไทย มีข่าวดีว่าน่าจะเติบโต 6.6% โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวขาเข้าในปี 2562 จำนวน 40.2 ล้านคน โดยจะได้แรงสนับสนุนของนักท่องเที่ยวจากอาเซียน เอเชียตะวันออก และสหรัฐอเมริกา
พร้อมกับคาดว่าระดับนักท่องเที่ยวจีนน่าจะกลับมาในเวลาอีกไม่นาน ซึ่งกลุ่มที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวของไทยควรหันไปให้ความสนใจกับกลุ่มคนจีนที่มีการใช้จ่ายระดับ Mid-High
ส่วนโอกาสใหม่ของบริษัทต่างๆ ในประเทศไทยก็คือ EEC หรือชื่อเต็มว่า Eastern Economic Corridor แผนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นการพัฒนาเชิงต่อยอดพื้นที่ Eastern Seaboard ให้มีศักยภาพแข็งแกร่งและสามารถค้ำจุนเศรษฐกิจโดยรวมได้ในระยะยาว ผ่านการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นสูง โดยมีเม็ดเงินลงทุนสูงในส่วนโครงสร้างพื้นฐานถึง 988 พันล้านบาท

ทั้งการสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อสนามบิน 3 แห่ง มูลค่า 220 พันล้านบาท, เมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่า 300 พันล้านบาท, ท่าเรือแหลมฉบังเฟสที่ 3 มูลค่า 110 พันล้านบาท และท่าเรือมาบตาพุดเฟสที่ 3 มูลค่า 55 พันล้านบาท
รวมไปถึงการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกมากมาย โดยในช่วงปี 2559 จนถึงเดือนกันยายน ปี 2561 ได้มีหลายบริษัทยื่นขอรับการส่งเสริมจาก BOI เป็นมูลค่ารวม 913 พันล้านบาท
อีกทั้งยังมีมาตรการส่งเสริมโครงการ EEC หลายอย่าง ทั้งการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปี และลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50%
คำถามก็คือ TMB มองเห็นโอกาสอะไรในปรากฏการณ์ EEC ในกลุ่มลูกค้าองค์กร?
นริศ สถาผลเดชา บอกว่า โครงการ EEC จะมีส่วนยกระดับการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 สังเกตจากข้อมูลจะเห็นได้ว่าโครงการ EEC ยังสามารถรองรับผู้ลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้เพิ่มอีกจำนวนมาก
“การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ ของภาครัฐ เป้าหมายคือยกระดับศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งเป็นโอกาสทองที่พร้อมให้ผลตอบแทนในระยะยาวแก่นักธุรกิจไทยที่จะหาช่องว่างกับโครงการ EEC”
–
