Nan Sandbox ยุทธศาสตร์ รักษาป่า จ. น่าน ของผู้ชายชื่อ บัณฑูร ล่ำซำ

“น่าน เนิบ เนิบ” ประโยคสั้นๆ ที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนในจังหวัดน่าน เมืองเล็กๆ ท่ามกลางขุนเขาที่เต็มไปด้วยสายหมอกมัวสลัว สลัว

เสน่ห์ของเมืองน่าน ทำให้ “เจ้าสัวปั้น” บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย “หลงฮัก” อย่างมาก จนตัดสินใจย้ายทะเบียนบ้านมาเป็นพลเมืองน่านตั้งแต่ปี 2553 ก่อนที่จะหาซื้อที่ดินสร้าง “เฮือน” 3 ชั้นสวยตระหง่านบนเนินเขาท่ามกลางป่าสักที่ ต.ผาสิงห์ อ.เมือง จ.น่าน 

ความ “สวยงาม” ที่แฝงไปด้วยความ “น่ากลัว” ของน่าน

เมื่อเดินทางไปเมืองน่านบ่อยขึ้นท่ามกลางความเขียวขจีของป่าเขา คุณปั้นได้มองเห็น “ปัญหาสำคัญของประเทศ” จากภูเขาหัวโล้นที่เกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ เพราะป่าถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว

ตัวเลขที่นำมาอ้างอิงคือพื้นที่จังหวัดน่านทั้งหมดมี 7,601,930 ไร่  พื้นที่ป่าสงวนตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ ปี 2507 มี 6,435,792 ไร่ (85% ของพื้นที่ทั้งจังหวัดน่าน)  ปี 2559 พื้นที่ป่าสงวนคงเหลือ 4,564,996 ไร่ หรือป่าหายไป 1,870,796 ไร่  (28% ของพื้นที่ป่าสงวนทั้งหมด)

 ปิง วัง ยม น่าน เป็นชื่อแม่น้ำที่เราท่องจำมาตั้งแต่ชั้นประถม ที่รวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา โดย 40% เป็นปริมาณน้ำของลำน้ำน่าน

คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมคุณปั้นต้องลุกขึ้นมาทำโครงการรักษาป่าต้นน้ำน่านอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา โดยโจทย์สำคัญในครั้งนั้น คือการวางยุทธศาสตร์ในการหยุดการทำลายป่า

คำว่า “ยุทธศาสตร์” มีความหมายในเชิงจัดการว่า เป็นแผนที่ใช้แล้วต้องชนะ เป็นแผนที่ครอบคลุมทุกมิติของปัญหาที่เราเผชิญอยู่ นำไปปฏิบัติกับผู้ที่เกี่ยวข้องหลากหลาย ที่ต้องร่วมมือกันมาสู่แนวทางแก้ไข

ปัญหาเรื้อรังของจังหวัดน่านคือ การที่กฎหมายประกาศให้กว่า 85% ของพื้นที่ในจังหวัดนี้เป็นเขตป่าสงวนฯ หรืออุทยานแห่งชาติ  ซึ่งทับซ้อนกับที่ทำกินของชาวบ้านดั้งเดิม ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านมาตลอด

ทุกวันนี้มีคดีติดค้างอยู่ในกระบวนการฟ้องร้องหลายหมื่นคดี เป็นปัญหาของภาคประชาชนกับภาครัฐ ที่หาทางออกไม่ได้มายาวนาน เพราะข้าราชการต้องทำตามกฎหมาย ขณะที่ชาวบ้านไม่มีที่ทำกิน

คุณปั้นเคยกล่าวไว้ตั้งแต่แรกเห็นปัญหาว่า

“เรื่องนี้ไม่มีใครเป็นผู้ร้าย เป็นเรื่องของมนุษย์ที่ต้องการทำมาหากิน และเมื่อที่ดินมันไม่พอทำกินก็ต้องรุกล้ำเข้าไปเรื่อยๆ เป็นการบุกรุกผืนป่าเพื่อความอยู่รอด ในเมื่อ จ.น่านที่มีพื้นที่สำหรับการเกษตรเพียง 15% ขณะที่พื้นที่ 85% ถูกประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ส่งผลชัดเจนเลยว่าพื้นที่ทำกินของประชาชนไม่เพียงพอต่อความต้องการ”

แต่ทำอย่างไรให้ประชาชนหยุดรุกล้ำผืนป่า มีที่ดินทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นอยู่ของชีวิตที่ดีขึ้น

จากปี 2557 การสัมมนารักษ์ป่าน่านก็เกิดขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง  โดยได้ร่วมมือกับพันธมิตรหลายภาคส่วน และที่สำคัญ เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2559  ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เดินทางมารับฟังปัญหานี้ด้วยตัวเอง

“ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นะครับ ที่นายกรัฐมนตรีของเมืองไทยลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องป่าต้นน้ำที่จังหวัดน่าน”

จนกระทั่งเกิดโครงการ “แซนด์บ๊อกซ์ (Sand Box)” ขึ้นเมื่อปี 2561

และต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมาจึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่บ้านเจ้าสัวในภูคาป่าสัก ซึ่งมีใต้ถุนสูงแบบล้านนา ได้จัดให้มีผู้นำชุมชน 99 ตำบล เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ปัญหา น่านแซนด์บ๊อกซ์

โมเดลนวัตกรรม น่านแซนด์บ๊อกซ์ พูดได้ ทำยาก 

น่านแซนด์บ๊อกซ์ เป็นโครงการที่รัฐบาลอนุมัติเพื่อให้ภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชน ร่วมมือกันแก้ปัญหาทรัพยากรป่าไม้จังหวัดน่าน และสร้างอาชีพการเกษตรอย่างยั่งยืนให้ราษฎร  โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการและคณะกรรมการดำเนินงานพื้นที่จังหวัดน่าน และมีคุณปั้นเป็นประธานกรรมการภาคเอกชน

 “แซนด์บ๊อกซ์ (Sand Box)” แปลว่า กล่อง/กระบะทราย หรือรูปแบบการทดลองดำเนินงาน เพื่อดูว่ากฎระเบียบหรือกติกาใดที่เป็นอุปสรรคทำให้ไม่คล่องตัว ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และอาชีพการเกษตรของประชาชนได้  

 

72-18-10 ตัวเลขมหัศจรรย์สร้างเมืองน่าน

เป็นการจัดสรรที่ดินป่าสงวนจังหวัดน่านเพื่อแก้ปัญหาหลัก ประเด็นสิทธิที่ทำกินของเกษตรกรให้มีความชอบด้วยกฎหมาย โดยจังหวัดน่านจะบริหารจัดการพื้นที่เขตป่าสงวนตามสัดส่วนที่มีการตกลงร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน ดังนี้

72% คือ พื้นที่ป่าสงวนในปัจจุบัน ทุกคนช่วยกันรักษาป่าต้นน้ำนี้ให้คงอยู่ตลอดไป

18% คือ พื้นที่ทำกินในเขตป่าที่เกษตรกรน่านยินดีฟื้นฟูกลับมาเป็นป่าที่มีต้นไม้ใหญ่ โดยรัฐจะอนุญาตให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจใต้ต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่ส่วนนี้ได้  

10% คือพื้นที่จัดสรรให้ปลูกพืชเศรษฐกิจได้เต็มที่ (แต่ยังคงเป็นป่าสงวนโดยกฎหมาย)

นั่นหมายความว่าตามโครงการนี้ ประชาชนทุกคนมีพื้นที่ทำกินในเขตป่าสงวนที่ถูกต้องตามกฎหมาย 28%

“การมีพื้นที่ในการทำกินอย่างถูกกฎหมาย คือด่านแรกในการช่วยชาวบ้าน และทำให้เราเริ่มต้นมองหาทางออกอื่นๆ เจอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีที่ดินแล้วชีวิตจะอยู่รอด  โจทย์ที่ท้าทายต่อไปของคณะทำงานคือ ชาวบ้านจะต้องมีความสามารถในการทำมาหากินในพื้นที่นั้นด้วย”

ถ้าปลูกพืชแบบเดิมๆ เช่น ข้าวโพดหรือกะหล่ำ แล้วไม่รวย ไม่มีเงินเก็บ แถมยังทำให้ป่าเสียหายเพิ่มขึ้นไปอีก

แล้วอะไรคือพืชเศรษฐกิจแบบใหม่ที่สามารถนำมาปลูกทดแทน จนกลายเป็นอาชีพใหม่ที่ทำรายได้ดีกว่าเดิม คือโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก เพราะต้องมีความชัดเจนว่าเป็นอะไร ขายใคร ตลาดมีมากน้อยแค่ไหน เป็นการสู้ในตลาดจริงๆ ที่เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างรอบคอบ

อย่างเราพูดว่าพืชเศรษฐกิจใหม่คือกาแฟ ต้องมั่นใจว่ากาแฟนั้นคือสตาร์บัคส์แก้วละเป็น 100 บาท ไม่ใช่โอเลี้ยง แก้วละ 5 บาท  10 บาท”

คุณปั้น ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นคร่าวๆ ดังนั้น การที่จะเอาพืชอะไรมาปลูกทดแทนต้องเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้มากๆ ถ้าพลาดทุกอย่างที่ทำมาก็พัง ชาวบ้านเองก็จะขาดความไว้วางใจ

แผนการดำเนินงานสำคัญ 3 ขั้นตอนแรก

ปี2561 เริ่มสื่อสารแนวทางแก้ปัญหาป่าน่านกับผู้นำชุมชน เริ่มจากการทำตัวเลขการให้ประโยชน์ที่ทำกินในเขตป่าจังหวัดน่าน ตัวเลขคืนป่าบางส่วนเพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่ ความต้องการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การสร้างฐานข้อมูลของจังหวัด และเจรจากับคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลประเด็นสิทธิทำกิน 

ปี 2562 ดำเนินการหาเงินทุนสนับสนุน หยุดตัดป่า/ชะลอข้าวโพด เตรียมพืชทางเลือก ฟื้นฟูสภาพดิน ฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม ชดเชยรายได้เกษตรกร และระดมความรู้จากทุกศาสตร์

ปี 2563 เป็นต้นไป คือการนำองค์ความรู้ทุกศาสตร์ ปรับเปลี่ยนวิถีทำกินให้เกษตรกร มีการแปรรูปสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูง สร้างยี่ห้อสินค้าน่าน พัฒนาช่องทางการตลาดใหม่ๆ และสร้างความเข้มแข็งของชุมชนทุกมิติ

“สิ่งดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ มันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราจะมุ่งมั่นในการทำงานต่อไปภายใต้กรอบของประชารัฐ ประชารัฐในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพรรคการเมือง ที่นี่ไม่เกี่ยวกับการเมือง ที่นี่มุ่งอย่างเดียวคือการแก้ปัญหาของประชาชน ประชารัฐในที่นี้หมายถึงประชาชนกับรัฐสามารถทำงานด้วยกันได้ และไม่มีทางแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นได้ถ้าประชนกับรัฐหาทางทำงานด้วยกันไม่ได้  เพราะประชาชนก็มีความจำเป็นรัฐก็มีอำนาจ”

ปีนี้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน อย่างแรก ชาวบ้านต้องมีเงินสนับสนุน เพราะอยู่ดีๆ ให้เขาหยุดปลูกพืชเดิม รายได้ประจำเดือนเขาก็จะหายไป เราก็คงต้องหารูปแบบระดมเงินทุนก้อนนี้มาช่วยด้วย เพื่อประคองชีวิตความเป็นอยู่ของเขาไปด้วย หลังจากนั้นจึงจะไปเรียนวิธีการทำมาหากินในรูปแบบใหม่ 

เปลี่ยนรัฐบาลใหม่โครงการนี้ก็ถูกถามมากว่าจะเป็นยังไงต่อ

“นั่นไม่ใช่หน้าที่ของผม หน้าที่ผมคือจะทำให้โครงการน่านแซนด์บ็อกซ์มีความคืบหน้าอย่างไร ใครก็ตามที่ขึ้นมาน่าจะมีความเข้าใจว่านี่คือปัญหาของประเทศ และควรเข้ามาช่วยกันผลักดันมากกว่า  ไม่ใช่จะมาบอกว่านี่เป็นงานของรัฐบาลเก่า เลิกๆ จะเลิกได้อย่างไร ที่ผ่านมาเคยมีจังหวัดไหนสามารถเจรจากับประชาชนทั้ง 99 ตำบล และรัฐบาลให้ความร่วมมือกันได้ขนาดนี้บ้าง”

สิ่งที่จะได้เห็นในเร็วๆ นี้ ของ Nan Sandbox

ภายใน 2 ปีนี้ ความคืบหน้าที่จะเห็นการจัดสรรพื้นที่ทำกินจัดได้เสร็จสิ้นแน่นอน และจะต้องมีเงินทุนก้อนหนึ่งเพื่อให้ชาวบ้านเป็นทุนในช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมทั้งอาชีพใหม่ที่จะเกิดขึ้น

สิ่งแรกที่เราคิดคือเรื่องเกษตร แต่ในระยะยาวถ้าสามารถทำอย่างอื่นแล้วทำรายได้ดีกว่าเกษตรก็เป็นเรื่องที่เราต้องคิดกัน

ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวที่ผ่านมา ช่วยได้แค่ชุมชนในเมือง ไม่ได้ช่วยชุมชนในต่างอำเภอ เพราะเวลาคนไปเขาซื้อของในเมือง ไม่ได้ไปซื้อจากชาวบ้าน เขาไปดูไปเที่ยวเฉยๆ เงินที่ไหลไปตรงนั้นน้อยมาก

“น่าน แซนด์บ๊อกซ์” คือมหกรรมหลากมิติแห่งการร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ที่เกิดจากการมองเห็นปัญหาร่วมกัน และบัณฑูร ล่ำซำเชื่อว่าจะสามารถสร้างอาชีพการเกษตรอย่างยั่งยืนให้ราษฎรได้ เพื่อเป็นโมเดลที่จังหวัดอื่นๆ สามารถนำไปใช้ได้เช่นกัน

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

  

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer